ประเทศเต็มไปด้วยคำตอบอันปราศจากคำถาม

วีรพร นิติประภา

คนจนเมืองส่วนใหญ่เป็นคนต่างจังหวัดและต่างชาติ พวกเขาคือแรงงานจำนวนมหาศาลที่สร้างสรรค์และขับเคลื่อนเมืองเทวดานี้ ผู้เป็นเมือนลมหายใจของเมืองเหล่านี้ทำงานหนัก มีที่อยู่พำนักตามสลัม ชุมชนแออัด ห้องเช่าราคาถูกตามซอกตรอกที่อยู่เลยขอบเมืองออกไป พวกเขาสร้างครอบครัว และหลายคนก็อยู่ที่นี่มายาวนานเกือบทั้งชีวิต รองรับทุกปัญหาของเมืองอย่างหนักหน่วงที่สุด ไม่ว่าจะน้ำท่วม คมนาคม มลภาวะ ไปจนถึงปัญหายาเสพติด ปัญหาโสเภณี การศึกษา สุขอนามัย ทุกอย่าง

และเช่นเดียวกับคนอื่น ๆ …จ่ายภาษี โดยแทบไม่มีใครมองเห็น หรือสนใจใยดีว่าพวกเขาอยู่กันอย่างไร กินอยู่อะไร นอนหลับแบบไหน มีปัญหาอะไร และโดยไม่มีสิทธิ์เลือกผู้ว่าฯ ไม่มีสิทธิ์โหวตเลือกคนเข้ามาดูแลความเป็นอยู่ แก้ไขปัญหา ประโลมความทุกข์ยาก


แต่สิ่งที่น่าสนใจมากที่สุดเกี่ยวกับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กรุงเทพฯ ครั้งนี้ก็คือ คุณชัชชาติผู้ซึ่งมีคะแนนนำได้รับเลือกให้เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ คนใหม่หมาด ก็เป็นหนึ่งในผู้ที่มีแนวคิดยึดโยงกับคนจนเมืองชัดเจนที่สุด ความจริงนโยบาย ’คนเท่ากัน’ ของคุณวิโรจน์เองก็น่าสนใจไม่แพ้กัน น่าเสียดายที่คะแนนพ่ายแพ้คุณสุชัชชวีร์ แต่เรื่องนี้ก็ต้องเข้าใจ และเข้าใจได้ไม่ยาก …ประชาธิปัตย์เขาเป็นเจ้าถิ่นมายาวนาน


แต่กระนั้น ประชาธิปัตย์เองก็ยังเสียพื้นสมาชิกสภากรุงเทพฯ ไปเยอะอย่างน่าตกใจ ขณะที่สองพรรคที่ได้รับคะแนนนำท่วมท้นสองอันดับต้นและมีคะแนนทิ้งห่างพรรคอื่น ๆ ก็เช่นกัน…มีนโยบายที่น่าสนใจและเข้มแข็งเพื่อคนจนเมือง

ดูเหมือนคนกรุงเทพฯ ที่เคยขึ้นชื่อว่าดูถูกคนจนและคนต่างจังหวัดจะเริ่มมีจิตสำนึกมากขึ้นแล้ว

และฉลาดขึ้นด้วย ฉลาดพอที่จะเข้าใจว่าเมืองที่ดี มีความปลอดภัย มีความเป็นอยู่อารยะ และวิถีศิวิไลซ์ ไม่ได้อยู่ที่มีห้างใหญ่โตมากมาย ดวงไฟพร้อยพรายเจิดจ้า สินค้าแพง ๆ ครบครัน หากจำเป็นที่ประชากรจะต้องมีความเป็นอยู่อย่างไม่เหลื่อมล้ำ เด็ก ๆ ของเมืองต้องได้รับการศึกษา คนชราต้องได้รับการดูแล และแน่นอน…ความลำบากนานาที่เราเผชิญอยู่ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาจราจรติดขัด น้ำท่วม แหล่งน้ำ ค่าครองชีพ ยาเสพติด ขยะ มลภาวะ อาชญากรรม กระทั่งเดียวดายไร้รัก ล้วนแล้วแต่เป็นปัญหาร่วมกันของคนทุกคนในเมือง


และว่าผู้ว่าฯ กับทีมสภากรุงเทพฯ จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้ง …ไม่ใช่ให้ใครหน้าไหนแต่งตั้งเข้ามาก็ได้
เรื่องมันง่ายดายเสียจนไม่เข้าใจว่าคนกรุงเทพฯ ทนการมีผู้ว่าฯ ที่ตัวเองไม่ได้เลือกเข้ามาอยู่ได้อย่างไรตั้งแปดปี …นานนับเดือนที่เราเห็นผู้สมัครต่าง ๆ ออกมาหาเสียง ปรากฏตัวในหมู่ชน ยืนในไลม์ไลท์ ประกาศอุดมการณ์ ความตั้งใจ แสดงวิสัยทัศน์และแถลงนโยบาย สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่เพียงไม่กี่วันนี้ หากต้องผ่านการทำงานหนัก ลงพื้นที่ เข้าหาและรับฟังข้อมูลประชาชน รวมทั้งขบคิด วางแผนการร่างนโยบายที่เชื่อว่าเป็นไปได้ และตอบสนองความต้องการของคนนับล้าน ๆ ได้


และต้องแน่ใจว่าเมื่อเข้ามาจะต้องทำได้ และต้องทำให้ได้ตามที่สัญญาเพราะโครงงานระดับนี้จะไม่สามารถทำเสร็จจบในสมัยเดียวสี่ปี ผู้ว่าฯ จำเป็นที่จะต้องได้รับเลือกอีกเพื่อทำต่อให้สำเร็จตามที่สัญญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ได้รับเลือกที่เป็นตัวแทนพรรคไม่ใช่ผู้สมัครอิสระยิ่งต้องคิดให้หนัก เพราะนี่จะส่งผลต่อการเลือกตั้งทุกครั้งในทุกที่ของพรรคด้วย
ถึงอย่างนั้น ขอบ่นนิด กระนั้นในช่วงหาเสียงก็ยังมีผู้สมัครและพรรคการเมืองหลายคนที่ทำได้ไม่ดีนัก วิสัยทัศน์ไม่โดดเด่น นโยบายเลื่อนลอย หลายคนแค่ออกมาปาว ๆ อยู่แค่แต่ว่าตั้งใจนะ…จะตั้งใจทำงาน รักนะ…รักคนกอทอมอ แต่ไม่บอกว่าจะทำอะไร บางคนก็อึมครึมหนักขนาดแทบเดาไม่ออกว่ามีนโยบายอะไรไหม บางรายก็มีแค่ว่าถ้าไม่เลือกตัวเองก็จะได้คนนั้นคนนี้นะ แทนที่จะประกาศนโยบายที่ดีกว่า ชูประเด็นที่เด็ดขาดกว่า เลยกลับกลายเป็นการสร้างจุดอ่อนที่ตัวเองไม่มีให้ตัวเองไปเสียอย่างนั้น


ก็น่าแปลกใจไม่น้อยที่หลาย ๆ คนแทนที่จะใช้โอกาสหาเสียงสร้างฐานเสียงให้ตัวเอง กลับยิ่งทำให้คนมองเห็นจุดอ่อนของตัวเองได้ชัดเจนยิ่งขึ้นอีก โดยเฉพาะผู้ที่เคยผ่านการทำงานบริหารกรุงเทพฯ มาแล้วคนหนึ่ง จับความคร่าว ๆ ได้แค่ขอต่อเวลา แต่ไม่มีนโยบายอะไรใหม่เพิ่มเติมในการแก้ไขรับมือกับปัญหาหมักหมมเก่า ๆ ที่มีมานานและยิ่งหนักขึ้นอีกในช่วงที่ตนบริหารงาน ไม่มีวิสัยทัศน์บรรเจิด คือเดินมามือเปล่า ๆ เบลอ ๆ แถมตอนถูกซักถามยังตอบข้าง ๆ คู ๆ ไม่กระจ่างประหนึ่งไม่รู้อะไรสักอย่าง …ทั้งที่นั่งเมืองมาก่อนหน้าตั้งแปดปี


หลายคนก็มีปัญหาสื่อสาร คีย์เวิร์ดยังจำไม่ได้ นโยบายก็ไม่มี มีแต่คำสวย ๆ ล้น บางคนจำหน้าได้จำพรรคไม่ได้ บางคนก็ถึงขั้นต้องถามคนนี้ใคร …ก็ไม่มีใครรู้จัก เซิร์ชหาก็ไม่มีข้อมูลหรือข่าว มิหนำซ้ำหน้าวิกิก็ยังไม่มี แล้วจะมีคนเลือกได้อย่างไร หลายคนก็มีปัญหาบุคลิคภาพ รวมทั้งการเลือกใช้คำพูดคำจา ไม่ทันไรก็ทำให้รู้สึกว่าไม่ได้จะเข้ามารับใช้ประชาชน หากตั้งท่าจะเข้ามาเป็นนายเสียมากกว่า


นักการเมืองต่างประเทศเขาไม่แค่มีทีมรีเซิร์ชที่ดีที่ทำด้านข้อมูลปัญหาเท่านั้น เขายังมีคนวิเคราะห์ด้านจิตวิทยา มีทีมที่จัดการภาพลักษณ์ จะให้ดูเป็นคนแบบไหน เสื้อผ้าหน้าผมอย่างไร มีทีมคาดเดาอนาคตด้านต่าง ๆ มีทีมร่างนโยบายไปยันคำปราศรัย มีทีมซักซ้อมรับมือดิเบตพร้อมสรรพด้วย มันต้องลงทุน


ไม่อยากบอกเลยว่าระหว่างฟังหรืออ่านนโยบาย หลายผู้สมัครทำให้รู้สึกเหมือนถูกดูถูก บางคนแทบจะเรียกได้ว่ามาเล่น ๆ งั้น ๆ ข้อมูลรุ่งริ่ง รับรู้ปัญหาไม่รอบ ไม่เตรียมพร้อมการตอบข้อซักถาม ที่สำคัญนโยบายฟังสวยหรูแต่รุงรังคลุมเครือไม่เป็นรูปธรรม และไม่ครอบคลุมคนไม่ทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มคนเปราะบางและแรงงานที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ เรียกได้ว่าสอบตกตั้งแต่ข้อแรก …ข้อที่ว่ากรุงเทพฯ เป็นเมืองที่หลากหลายและเหลื่อมล้ำที่สุดในโลก
ส่วนตัวเป็นคนสนใจคนจนเมือง เมื่อใกล้เลือกตั้งก็มีความพยายามเล็ก ๆ ซึ่งก็ส่วนตัวอีกเหมือนกัน…ที่จะเลือกโหวตโดยยึดโยงกับคนเหล่านี้ที่สุด เวลาขึ้นรถแท็กซี่ มีโอกาสพบเจอผู้ทำงานใช้แรงงานหรือค้าเล็กค้าน้อยตามตลาด ก็จะคอยถามว่าเขาอยากได้ใครเป็นผู้ว่าฯ ทุกคนจะตอบว่าเป็นคนต่างจังหวัด…ไม่มีสิทธิ์เลือก จากนั้นก็จะถามเขาต่อว่าสมมติมีสิทธิ์…จะเลือกใคร เรามีหนึ่งสิทธิ์ เราจะเลือกให้ ทุกคนก็ตอบเหมือนกันหมดว่าอยากได้คุณชัชชาติ ถามว่าทำไม เขาก็ตอบว่าชอบนโยบายนี่นั่น …แจงกันได้ละเอียดยิบเป็นข้อ ๆ กับบอกว่าชอบบุคลิกภาพที่จริงใจ จริงจัง แต่อ่อนโยน อ่อนน้อมถ่อมตน และเคารพประชาชน


คนในโลกสมัยใหม่ต่อให้ไม่มีการศึกษาเขาก็มีความรู้และความคิด


ชีวิตที่ตกต่ำลงไปทุกวัน ๆ ยังสอนคนให้เข้าใจการเมืองมากขึ้น มาถึงตอนนี้ทุกคนก็เข้าใจดีแล้วว่าการเมืองไม่ใช่อะไรมากไปกว่าการที่คนส่วนใหญ่ถ้าไม่ใช่ทั้งหมดจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ที่แน่ ๆ คนไม่สนใจการแบ่งแยกฝั่งฝ่ายทางการเมืองกันนานแล้ว …ขั้วที่ก่อร่างขึ้นจากความเกลียดชังในท้ายที่สุดก็ถูกสลายหายไปด้วยความหิวโหยและชีวิตยากลำบาก คนไม่สนใจว่าผู้ว่าฯ จะมาจากขั้วไหนหรือกระทั่งพรรคอะไร เขาสนใจปากท้อง เขาเรียกร้องชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีหว่า เขาห่วงอนาคตของลูกหลาน และโหยหาความหวัง


ผู้ว่าฯ ที่สร้างความหวังให้เขาได้เท่านั้นจึงจะได้รับเลือก