ประเทศเต็มไปด้วยคำตอบอันปราศจากคำถาม

วีรพร นิติประภา

สิ่งแรก ๆ ที่มองเห็นได้ตามถนนหนทางแทบทุกสายของเบอร์ลินและฮัมบูร์ก คือแผ่นทองเหลืองเล็ก ๆ ที่ผุดพร่างให้เห็นวับวามท่ามกลางหินปูพื้นสีเทา ๆ เทา ๆ ทั่วเมือง ตอนเห็นครั้งแรกเป็นตอนบ่ายแก่ตะวันรอนแล้ว แสงสะท้อนสีทองเป็นหย่อม ๆ ตรงนั้นตรงนี้ทำให้บาทวิถีและเมืองทึมเทาไร้สีดูสวยขึ้นมาอย่างประหลาด เหมือนมีใครมาโรยแผ่นทองคำเปลวลงไว้บนถนน  …แน่ใจว่ามันเป็นงานศิลปะ  และคิดว่ามันแค่สวยและน่าสนใจ

จนเสิร์ชอินเทอร์เน็ตดู ได้รู้เรื่องราวของมันที่ถึงเข้าใจว่าความศิลปะของเกล็ดทองเหลืองเหล่านี้ไม่ได้มีแค่ความน่าสนใจหรือความงามที่น่าทึ่ง หากยังทำหน้าที่เก็บงำความเจ็บปวดรวดร้าวลึกซึ้งและ ’คำขอโทษ’ ตรึงยึดเอาไว้กับแผ่นดิน

และยังเป็นการส่งมอบความทรงจำไปสู่คนอีกรุ่นที่ชาญฉลาดมาก

Stolperstein หรือที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า Stumbling Stones และบางครั้งก็ Cobble Stones เป็นหมุดทองเหลืองรูปทรงลูกบาศก์ทั้งชิ้น ขนาด 3.9 x 3.9 x 3.9 นิ้ว ขนาดเดียวกับหมุดหินที่ปูทางเดินในเมืองสำคัญ ๆ หลายร้อยแห่งทั่วยุโรป ด้านบนของตัวหมุดจะมีตัวหนังสือจารึกลึกลงในผิว เป็นชื่อคน…ชาวยิว อาชีพ เลขที่บ้าน ซึ่งจะอยู่ตรงจุดที่หมุดถูกตอกลงไว้หรือห่างออกไปเล็กน้อย (ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง เบอร์ลินถูกฝ่ายสัมพันธมิตรระดมถล่มระเบิดใส่อย่างหนัก จนตึกจำนวนมากสาบสูญหายไปในกองเพลิง) และบรรทัดสุดท้ายคือชื่อค่ายกักกันต่าง ๆ ที่คนคนนั้นตาย หนึ่งชื่อหนึ่งคนต่อหนึ่งหมุด ตรงไหนค้นพบชาวยิวที่อยู่ตรงนั้นหลายคนก็จะมีหลายหมุดเป็นกลุ่ม

Gunter Demnig เป็นศิลปินชาวเยอรมันผู้ริเริ่มโครงการ Stolperstein ในปี 1992 ซึ่งต่อมา ด้วยเงินบริจาค มันไม่เพียงแต่กลายเป็นชิ้นงานศิลปะที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ยังเป็นอนุสรณ์สถานที่ใหญ่ที่สุดในโลก อันประกอบด้วยหมุดทองเหลืองกว่า 75,000 ชิ้น (ในปี 2019 ซึ่งเมื่อมาถึงตอนนี้น่าจะมากกว่านั้นมาก) กระจัดกระจายตามบาทวิถีของเมืองต่าง ๆ กว่า 1,200 เมืองทั่วโลก และยังคงขยายจำนวนชิ้นและเมืองออกไปเรื่อย ๆ จากการค้นพบหลักฐานการมีอยู่ของผู้คนที่สาบสูญไปในที่กักกัน โดยหลงเหลือเพียงแค่ตัวเลขสักทิ้งไว้บนแขน

การมีตัวตนเป็นแค่ตัวเลขเป็นเรื่องเลวร้ายมาก ในค่ายกักกันนักโทษจะถูกเรียกขานด้วยเลขบนแขน พวกเขาสูญเสียชื่อ อาชีพ ตำแหน่ง ความสัมพันธ์อย่างเป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นพี่น้อง อันเป็นจำกัดความเป็นมนุษย์ ที่นั่นคนจะสูญเสียไม่เพียงแต่ตัวตน แต่ความเป็นมนุษย์ของตนด้วย

การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่คาดว่าอาจคนตายมากถึงหกล้านคนไม่ใช่เรื่องง่าย มันใช้เวลาหลายปี ซับซ้อนและเป็นเรื่องของอำนาจ การเมือง และผลประโยชน์มากมาย แลเป็นเรื่องการเหยียดเรื่องเชื้อชาติอย่างที่คนทั่วไปเข้าใจกันมาก การทำสงครามล่าอาณานิคมของฮิตเลอร์ต้องใช้งบประมาณ รวมทั้งประชากรจำนวนมหาศาลสนับสนุน คนจะสนับสนุนก็ต่อเมื่อถูกครอบงำด้วยลัทธิชาตินิยม และลัทธิชาตินิยมก็เกิดขึ้นไม่ได้จนกว่าจะ ‘สร้างศัตรูที่ใหญ่มากพอ’ มาคุกคามความรู้สึกของประชากร

ยิวเป็นเชื้อชาติที่เปราะบางกว่าใครมาตลอดในประวัติศาสตร์หลายพันปี จากความที่ไม่มีประเทศเป็นของตัวเอง แต่อยู่รวมกันเป็นชุมชนกระจัดกระจายตามประเทศต่าง ๆ ทั่วยุโรป ยิ่งกว่านั้น แม้จะเป็นชุมชนใหญ่ แต่การนับถือศาสนาที่มีธรรมเนียมปฏิบัติเคร่งครัดก็ทำให้ชุมชนชาวยิวเป็นชุมชนปิด และมีความห่างเหินกับประชากรที่เหลือในทางภาษาและวัฒนธรรมพอสมควร ซึ่งยิ่งทำให้เหมาะแก่การถูกใช้เพื่อการสร้างลัทธิชาตินิยม

คนยิวจำนวนมากมีทักษะเรื่องการค้าขาย และหลายคนก็มั่งคั่งเป็นที่รู้จักจากการทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการกู้ยืม ผ่อนส่ง  และดอกเบี้ย การสร้างชนชาติยิวให้กลายเป็นศัตรูคุกคามเริ่มจากจุดนี้

เริ่มจากข้อความถูกเขียนโดยบุคคลลึกลับตามกำแพงและตึกรามว่า ‘หมูยิว’ นักเขียนจำนวนมากเริ่มเขียนถึงความชั่วร้ายของชาวยิวบางคนโดยบทความและนิยาย …กรณีนี้มีทั้งบาดหมางหมั่นไส้กันส่วนตัว กับได้รับการสนับสนุนจากทุนใหญ่  …ดังที่เล่าไปแล้ว ชาวยิวมีทักษะเก่งกาจทางธุรกิจและการค้า และทำให้ทุนใหญ่ต้องการกำจัดเพื่อตัดคู่แข่งและฮุบส่วนแบ่งตลาด

ในที่สุด การเดียดฉันท์คนยิวและใช้คำว่า ‘หมู’ แทนการเรียกคนยิวก็กลายเป็นเรื่องปกติ จากนั้นก็ถึงมีการกวาดล้างอย่างเป็นทางการเป็นล่ำเป็นสัน และไล่ลามจากเยอรมันออกไปทั้งยุโรป ตามด้วยการต้อนจับไปขังที่ค่ายกักกัน ลบชื่อเสียงเรียงนามออกเหลือแค่ตัวเลขสักบนแขน คัดเลือกเอาคนอ่อนแอไปรมแก๊สฆ่าทิ้ง จับขังคนหนุ่มสาวที่ยังมีพละกำลังเอาไปใช้แรงงานหนักโดยแทบไม่ให้อาหาร ผจญภัยธรรมชาติ โรคระบาดและความเจ็บป่วย ถูกปฏิบัติต่อราวกับสัตว์ในรูปแบบต่าง ๆ เช่นไม่พูดด้วยแต่ใช้เท้าเตะเอาก้อนหินขว้างสะกิด หรือทุบตีเอาสนุกโดยไม่มีเหตุผล เป็นต้น 

ก่อนจะจบลงด้วยการฆ่าตัวตาย และการสังหารหมู่      

ที่พูดถึงเรื่องนี้ก็เพื่อให้เข้าใจว่าการลบชื่อหรือเรียกเป็นสัตว์เป็นเรื่องชั่วร้ายแค่ไหน การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เกิดขึ้นได้ด้วยเหตุที่คนที่เหลือไม่มองเห็นคนยิวเป็นคนอีกต่อไป

เช่นเดียวกับความพยายามในการเรียกคนคิดต่างว่า ’ควายแดง’ หรือ ’สามกีบ’ ในประเทศนี้ด้วย ขอเสริมว่าเรื่องนี้ต้องถูกต่อต้านเช่นกัน

กลับไปที่ Stolperstein คงพอจะมองเห็นแล้วว่า หมุดทองเหลืองเล็ก ๆ เหล่านั้นเป็นโพรเจกที่ยิ่งใหญ่แค่ไหน มันไม่เพียงแต่เป็นงานศิลปะที่โดดเด่นสวยงาม เป็นอนุสรณ์สถานขนาดมหึมารำลึกถึงเหตุการณ์เลวร้าย ความหลงผิดที่น่าสะพรึงของมนุษยชาติร่วมกัน และผู้สูญเสียจำนวนมหาศาล

แต่ป้ายเล็ก ๆ ที่ผุดพร่างไม่หยุดหย่อนทั่วยุโรปเหล่านี้ ยังคืนชื่อ คืนบ้าน ตำแหน่งแห่งที่

…และที่สำคัญเหนืออื่นใด คืนความเป็นมนุษย์ให้กับชาวยิวอีกด้วย