“มาคิดดู…การที่แม่ถูกตำรวจกุมความลับควบคุมตัวไปเมื่อสิบห้าปีที่แล้ว เป็นช่วงเริ่มต้นของการตามจับความจำ มนุษย์พิเศษที่ไม่สูญเสียความจำแบบแม่เริ่มมีตัวตนชัดเจนขึ้น ตำรวจกุมความลับจึงพยายามควบคุมตัวพวกเขาไป ไม่ให้เหลือ…”

– The memory of police ความจำที่สาบสูญ –

บนเกาะไร้ชื่อที่ผู้คนเผชิญกับการหลงลืมเป็นเรื่องปกติ การสาบสูญของสิ่งสามัญ สิ่งสวยงาม และสิ่งที่เคยประทับภาพสำคัญในชีวิต หายไปจากความทรงจำ โดยแทบไม่มีใครตั้งคำถาม นั่นเป็นแกนหลักของหนังสือเล่มนี้ The memory of police ความจำที่สาบสูญ ของ โยโกะ อากาวะ ชวนดำดิ่งกับการตั้งคำถามของเธอผู้ไม่มีชื่อ นักเขียนนิยายสาวตัวละครเอกของเรื่อง และภารกิจของตำรวจกุมความลับที่ไล่จับความทรงจำอย่างไร้ความรู้สึก

“วิธีตามจับความทรงจำยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น ไม่มีหมายเรียกมาล่วงหน้าเหมือนของแม่อีกแล้ว ทุกกรณีเป็นการตามจับอย่างกะทันหัน พวกเขามีอาวุธที่แข็งแรง…คนที่ช่วยจัดหาที่ซ่อนลับให้ก็ถูกควบคุมตัวขึ้นรถบรรทุกติดผ้าคลุมนั้นด้วย”

การหายไปของ นก ดอกกุหลาบ  

“คราวนี้เป็นนกสินะ”  แม้จะพยายามจดจำวิธีกระพือปีก เสียงร้องจิ๊บ ๆ หรือสีของขนนก แต่เธอก็จดจำความรู้อุ่น ๆ ตอนเป็นเด็กที่ใช้กล้องส่องทางไกลส่องดูนกกับพ่อไม่ได้แล้ว พ่อของเธอเสียชีวิตไปเมื่อ 5 ปีก่อน แต่ด้วยความที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องนก ศึกษาวิจัยเรื่อนกป่ามาตลอดชีวิต การหายไปของนกจึงส่งผลให้ห้องทำงานของพ่อ จำเป็นต้องถูกรื้อค้น  

“เราขอดูห้องทำงานของพ่อเธอหน่อย”

“พ่อเสียไปตั้งแต่ห้าปีก่อนค่ะ”

“เรื่องนั้นน่ะทราบแล้ว”

บทสนทนาระหว่างเธอและตำรวจกุมความลับ หลังการสาบสูญของนกเพียงหนึ่งวัน เป็นวันเดียวกันที่ห้องทำงานของพ่อเธอถูกรื้อ ลิ้นชักถูกเปิด โต๊ะทำงานถูกโยนข้าวของออกมากองไว้ที่พื้น และถ้าภาพไหน งานเขียนใดเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับนกก็จะถูกเก็บรวบเข้าถุงขนาดใหญ่หลายสิบถุง บรรทุกขึ้นรถติดผ้าคลุมสีเขียวแล้วหายไป

การรื้อค้นเพียงหนึ่งชั่วโมงได้พาเอาความรู้สึก ความทรงจำเรื่องนกหายไปแล้ว เช่นเดียวกับความจำบางส่วนที่นกไปเกี่ยวกับพ่อของเธอด้วย ห้องทำงานของพ่อกลายเป็นโพรงกลวงที่ไม่สามารถเอาอะไรคืนมาได้

บางการสาบสูญเกิดขึ้นอย่างน่าสะพรึ่ง บางการสาบสูญก็เกิดขึ้นอย่างสวยงามและเยือกเย็น เช้าหนึ่งในช่วงฤดูหนาว แทนที่ดอกกุหลาบจะเบ่งบานชูดอกแข่งแสง กลับเกิดเรื่องชวนมอง ! กลีบกุหลาบเกินจะนับถูกโปรยทิ้งลงแม่น้ำแล้วค่อย ๆ เรียงตัวแบบบีบแน่นไหลลงสู่ทะเล ผู้คนจำนวนมากมุ่งตรงไปที่แม่น้ำ มองปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ส่วนตำรวจกุมความลับก็ยังคงเหมือนเดิม ปรากฏตัวด้วยใบหน้านิ่งเฉยพร้อมอาวุธพกที่เอว

ไม่ว่านก กุหลาบ กล่องดนตรี น้ำหอม ผลไม้บางอย่าง อาหารและผักบางชนิด รวมถึงของรอบตัวใด ๆ ล้วนเป็นสิ่งสามัญธรรมดา ที่ไม่ได้เป็นเครื่องบันทึกความทรงจำอันเลวร้าย น่าเสียดายที่บนเกาะไร้ชื่อ สิ่งสามัญธรรมดาหายไปเรื่อย ๆ และไม่มีใครสังเกตเห็นความผิดปกติจากการบังคับให้สาบสูญ ผู้คนไม่ได้ตั้งคำถามเลยว่า ทำไมสิ่งเหล่านั้นต้องหายไป ไม่มีใครสังเกตเห็นคำสั่งที่ผิดปกติ ไม่มีใครคาดการณ์ถึงวันที่อวัยวะในร่างกายอาจหายไปด้วย ยกเว้นเธอ หญิงสาวที่อยู่ตามลำพังและเลี้ยงชีพด้วยการเขียนนิยาย แล้วถ้านิยายต้องหายไปด้วยล่ะ

จากเรือเฟอร์รี่ ถึง นิยายเล่มสุดท้าย

หากถ้อยคำหายไปจะเป็นอย่างไร ? แต่ก่อนจะถึงวันที่ว่า นิยายสิ่งเดียวที่เธอรัก งานของเธอ ตัวตนของเธอได้หายไปแล้ว “ที่บ้านของผมไม่มีนิยายสักเล่มก็เลยสบาย แต่บ้านของคุณหนูคงจะลำบากมาแน่ ๆ เพราะเขียนนิยายเอง” เสียงความห่วงใยจากคุณลุงช่างทำหมวกที่บ้านติดกันกับเธอ

“ห้ามเผาต้นฉบับ คุณต้องเขียนนิยายต่อ” นาย R บรรณาธิการผู้อ่านต้นฉบับก่อนตีพิมพ์ของเธอเอ่ยขึ้น ในวันที่เขามีสถานะเป็นผู้ลี้ภัย หลบนี้ตำรวจกุมความลับอยู่ในห้องใต้ดินของเธอ เหตุเพราะเขาคือหนึ่งในคนที่มีความสามารถพิเศษการจำไม่ลืม  แม้ตัวของหญิงสาวไร้ชื่อจะตั้งคำถามมาตลอดเล่มถึงการหายไป แต่พอวันที่นิยายของเธอต้องหายไป เธอกลับสับสนและไม่สามารถดึงสติกลับมาได้ ทุกอย่างเหมือนอยู่ในมนต์สะกด สุดท้ายคำขอร้องของนาย R เป็นผล ต้นฉบับยังอยู่ เล่มสำคัญ ๆ ยังอยู่ แต่เธอก็จำเป็นต้นโยนหนังสือและนิยายในบ้านซึ่งมีจำนวนมากเกินกว่าจะเก็บซ่อน โยนเข้าไปในกองไฟขนาดใหญ่กลางหมู่บ้าน ท่ามกลางผู้คนจำนวนหนึ่งที่ผลัดกันโยนนิยายเข้าไปในกองเพลิง

น่าแปลกที่ช่วงเวลาลุกโชนของไฟ มีเด็กหญิงคนหนึ่งพยายามตะโกนอะไรบางอย่างออกมา แต่เธอกับคุณตานักขับเรือข้างบ้านไม่อาจยินคำ ๆ นั้น จนสุดท้ายเด็กหญิงที่ทำตัวแปลก ๆ คนนั้นก็ถูกตำรวจกุมความลับจับตัวหายไปกลางเสียงปะทุของไฟ

“เธอสติไม่มีหรือเปล่านะ” เธอพูดกับคุณตานักขับเรือ

“ไม่รู้สิ ดูเหมือนเธอจะยืนกรานให้ดับไฟ” คุณตาตอบกลับ

สำหรับคุณตา ถือเป็นคนใกล้ชิดเธอมากที่สุด เพราะภรรยาของคุณตาเคยทำงานเป็นแม่บ้านให้กับครอบครัวของเธอ ในอดีตคุณตาเป็นนักขับเรือเฟอร์รี่ มีเรือ มีท่าเรือเป็นของตัวเอง นานมาแล้วที่เรือเฟอร์รี่สาบสูญ นานวันเข้าคุณตาลืมไปแล้วว่าเรือที่พังต้องซ่อมยังไง ลืมไปแล้วว่าการขับเรือต้องทำยังไง ทุกวันนี้นอกเหนือจากดูแลความเป็นอยู่และเรื่องจิปาถะภายในบ้านแทนคุณยายแม่บ้านที่เสียชีวิตไป คุณตาจำยอมต้องเปลี่ยนไปทำอาชีพดูแลโรงงานซะแล้ว


ไม่เพียงของสามัญธรรมดาแต่คำสั่งให้สาบสูญจากใครหรือที่ใดก็ไม่มีใครรู้ นำพาเอาการงาน แรงบันดาลใจ และของสำคัญต่อจิตวิญญาณสำหรับผู้คนบนเกาะสาบสูญไปเรื่อย ๆ แบบไม่มีที่สิ้นสุด

รถติดผ้าคลุมสีเขียวมาบ่อยขึ้น

ทุกการตามจับความจำ จะมีตำรวจกุมความลับทำหน้าที่อย่างแข็งขันราว ๆ 5 คน ตระเวนไปตามตึก บ้านช่อง เข้าได้ทุกตรอกซอกซอย โดยไม่มีใครถามหรือสงสัยถึงอภิสิทธิ์นั้น ดูเป็นเรื่องธรรมดาแต่แท้จริงพวกเขามีอำนาจพิเศษเหนือกฏหมายและสิ่งใด ๆ บนเกาะ ใครเป็นคนสั่งการเรื่องนี้กันนะ เป็นคำถามที่ยังคงต้องคำตอบจากหน้าสุดท้ายของหนังสือเล่มนี้

การหนีตำรวจกุมความลับเป็นเรื่องยากยิ่ง คล้ายกับว่าบนเกาะมีชิพฝังอยู่ในเนื้อหนังของทุกคน บ้างหลบหนีซ่อนตัวในตึกที่ไม่น่าสนใจอยู่หลายปี แต่สุดท้ายก็ถูกจับอยู่ดี เช่นเดียวกับคนที่ให้การช่วยเหลือก็จะมีความผิดติดร่างแหไปด้วย

เพราะการซ่อนตัวมักจบลงด้วยการถูกจับในไม่ช้า หลายปีที่ผ่านมาจึงมีบางคนหนีออกจากเกาะด้วยซากเรือเก่า ผ่านการซ่อมประยุกต์เครื่องยนต์จากข้าวของที่ยังหลงเหลือ น่าเศร้าที่ไม่มีใครรู้ชัดว่า คนบนเรือลำนั้นหนีรอดจากเกาะได้จริง ๆ หรือไม่ หรือพวกเขาอาจจมลงกลางทะเลระหว่างทางหนี การทำงานของตำรวจกุมความลับรวดเร็วและหนักหน่วงมากขึ้นเรื่อย ๆ คล้ายกับถูกฝึกมาเป็นอย่างดี ไร้ความรู้สึก เยือกเย็น บนเป้าหมายเดียวคือเก็บงำความทรงจำไม่ให้เหลือ  จนสุดท้ายการสาบสูญของแขนขวาก็มาถึง แต่ตำรวจกุมความลับก็ยังคงทำงานต่อไปโดยไร้ข้อครหา

“การลบความทรงจำที่ไม่จำเป็นให้หายไปอย่างรวดเร็วเป็นงานที่สำคัญที่สุดของพวกเรา ถ้ายังมีความจำที่ไร้ประโยชน์ก็ไม่ใช่เรื่องปกตินะ จริงไหม” ตำรวจกุมความลับ

ความน่ากลัวของการสาบสูญ คือการไม่มีใครตั้งคำถามถึงสิ่งที่หายไป เมื่อไม่ถูกถามการหายไปจึงไม่มีวันสิ้นสุด แม้จะมีประกายพลังขอการตั้งคำถามเกิดขึ้นจากตัวเอกของเรื่อง แต่ชัดเจนว่ามันเป็นพลังที่เบาและเล็กเกินกว่าจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้  ขึ้นชื่อว่าพลัง มันจะยิ่งใหญ่และทรงอานุภาพได้ก็ต่อเมื่อมีประกายหลายดวงมารวมกัน  จำเป็นต้องอาศัยคนจำนวนมากที่ช่วยกัน เราว่าคำถามอาจทำให้ตำรวจกุมความลับทำงานยากขึ้น หรืออาจเป็นไปได้ว่าการตั้งคำถามอาจทำให้การหายไปของอะไรต่อมิอะไรก่อนหน้านี้ไม่สูญเปล่า  เรามาอธิษฐานให้พลังเกิดขึ้นบนเกาะไร้ชื่อกันเถอะ

ความจำที่สาบสูญ ฉบับภาษาญี่ปุ่น ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1994
ต่อมาเมื่อปี 2019 ถูกแปลเป็นภาษาอังกฤษ ในชื่อ The memory of police
ก่อนได้รับรางวัล International Booker Prize 2020

หนังสือ:  ความจำที่สาบสูญ
ผู้เขียน:  Yoko Ogawa
ผู้แปล: อาภาพร วิมลสาระวงค์
สำนักพิมพ์: Chaichai Books

PlayRead: คอลัมน์รีวิวหนังสือประจำ Decode.plus เมื่อกองบรรณาธิการขอ add หนังสือ (ที่อยากอ่าน) ขึ้นไว้บนเพลย์ลิสต์ พบกับหนังสือหลากหลายสไตล์ หลากหลายวิธีการเล่าเรื่องที่เชื่อมร้อยกับชีวิตและสังคม แวะมาหาอ่านกันได้ทุกเย็นวันพฤหัสบดี