Space for Thai

นิศาชล คำลือ

ในจักรวาลนี้มีเส้นสมมุติอยู่เส้นหนึ่ง
เส้นที่คั่นระหว่างชีวิตและความตาย
มันช่างง่ายดายเสียเหลือเกินสำหรับคนเป็นที่จะข้ามเส้นไปสู่ความตาย
แต่การจะข้ามกลับมาสู่ชีวิตอีกครั้งช่างดูไร้หนทางเสียเหลือเกิน
ชีวิตมันช่างยากที่จะคาดเดาได้ว่าจะสั้นหรือยืนยาว
มันอาจจะยาวเสียจนเราเบื่อการมาเยือนของดาวหางฮัลเลย์
หรือมันอาจจะสั้นเสียจนบางสิ่งบางอย่างที่เราอดทนและฝืนอยู่ อาจไม่มีค่าพอให้เปลืองเวลาชีวิตด้วยเสียเลย 

เส้นที่ดูเหมือนเป็นป้ายต้อนรับสู่จุดจบ แต่ทว่าในเรื่องราวของใครหลาย ๆ คน มันกลับนำไปสู่เรื่องราวชีวิตบทใหม่ ชีวิตแบบที่ไม่เคยกล้าใช้มาก่อน และในเรื่องราวของคุณจูเลีย (Julia S.Champion) แฟชั่นดีไซเนอร์ ผู้กำกับศิลป์และผู้ก่อตั้ง MANRVA แบรนด์ที่ศิลปะ วิทยาศาสตร์ และการสำรวจอวกาศโคจรมาเจอกัน 

ด้วยธรรมชาติของเทคโนโลยีอวกาศแล้ว เมื่อได้รับการพัฒนา มันสามารถแยกย่อยไปใช้ประโยชน์ได้อีกหลาย ๆ ส่วน แต่เทคโนโลยีอวกาศในไทยกลับไม่ได้มีภาพที่ถูกพัฒนามาใช้ประโยชน์ด้านอื่น ๆ คนส่วนใหญ่จึงมักไม่เข้าใจว่าเราสำรวจอวกาศกันไปทำไม และมันนำไปพัฒนาให้เป็นประโยชน์ต่อชีวิตผู้คนได้อย่างไร

ในประเทศที่ความสิ้นหวังแผ่กระจายปกคลุมไปทุกหย่อมหญ้า เมื่อถามว่าคุณจินตนาการภาพประเทศของตนในยุคอวกาศไว้อย่างไร คนชาติอื่นมักมีคำตอบที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ลอยได้ มนุษย์ตัวเขียว แม้จะฟังดูเป็นคำตอบที่ตลกสำหรับตอนนี้ แต่มันแปลว่าพวกเขาเคยได้คิดและจินตนาการถึงชีวิตปกติในยุคสมัยหน้า ในขณะที่คำตอบของคนไทยกลับดูสิ้นหวัง อย่างเช่นจะเป็นไปได้จริง ๆ หรือ

เกิดเป็นภาพจำที่น่าหงุดหงิดสำหรับคุณจูเลีย ซึ่งผู้เขียนเองเข้าใจความหงุดหงิดเป็นอย่างดี มันไม่ใช่การหงุดหงิดผู้คนว่าทำไมไม่มีจินตนาการเอาเสียเลย แต่มันคือความหงุดหงิดระบบการปกครองอันเน่าเฟะ ที่ครอบงำปากท้องประชาชนมายาวนาน

จนประชาชนต้องสนใจแค่ปากท้องของตนเป็นอันดับแรก แทบไม่มีเวลามาสนใจถึงการจินตนาการถึงชีวิตในยุคอวกาศ หรือสนใจว่าอุตสาหกรรมอวกาศโลกตอนนี้กำลังทำอะไรอยู่ จึงเกิดเป็นความเชื่อฝังใจที่ว่า อวกาศนั้นไกลเกินไปที่จะฝันหรือจินตนาการถึง

อย่างที่บอกไปในตอนต้น ชีวิตมันช่างยากที่จะคาดเดาได้ว่าจะสั้นหรือยืนยาว มันอาจจะยาวเสียจนเราเบื่อการมาเยือนของดาวหางฮัลเลย์ หรือมันอาจจะสั้นเสียจนบางสิ่งบางอย่าง ที่เราอดทนและฝืนอยู่ อาจไม่มีค่าพอให้เปลืองเวลาชีวิตด้วยเสียเลย

MANRVA จึงกำเนิดขึ้นมาจากความหงุดหงิดตรงนี้ เพื่อพัฒนาให้อวกาศในประเทศไทยมันก้าวไปข้างหน้า ให้อวกาศเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวผู้คน เพื่อที่เมื่อพูดถึงอวกาศ ผู้คนในประเทศจะมีความหวังมากขึ้น

MANRVA เป็นแบรนด์ที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้สไตล์เพื่อนคุยกับเพื่อน ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ไม่ว่าจะเป็นเวิร์กช็อป การออกแบบเสื้อผ้าสำหรับใช้สวมใส่บนดาวอังคารด้วยตัวเอง โดยอิงจากหลักการทางวิทยาศาสตร์และการออกแบบ หรือกิจกรรมไลฟ์พูดคุยในหัวข้อย้ายดาว ให้ผู้ชมสามารถพูดคุยถกเถียงกันได้จากที่บ้าน

และยังออกผลิตภัณฑ์ที่มีความเชื่อมโยงกับอวกาศมาให้อุดหนุนเรื่อย ๆ แม้อายุแบรนด์จะไม่มาก แต่เคยได้ร่วมงานกับบริษัทวิจัยอวกาศที่ทำงานวิจัยจริง ๆ มาแล้ว จุดเด่นผลงานของ MANRVA ทั้งที่วางขายและไม่ได้วางขาย คือความเป็นศิลปะแนวไซไฟแฟนตาซีที่อิงอยู่บนรากฐานของวิทยาศาสตร์

เป็นเหมือนสะพานเชื่อมระหว่างศิลปะวิทยาศาสตร์ และการสำรวจอวกาศ เป็นสะพานที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่งว่าอย่างน้อยอีก 5 ปี พวกเขาจะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้สังคมไทย ได้มากแค่ไหนในแง่ของศิลปะและวิทยาศาสตร์

ผู้เขียนเคยเป็นคนหนึ่ง ที่มองว่าศิลปะไม่ได้จำเป็นสำหรับการสำรวจอวกาศ เพราะผู้เขียนในตอนนั้นแทบไม่รู้จักศิลปะ แต่อันที่จริงแล้วศิลปะเป็นตัวแปรสำคัญ ที่ทำให้มุมมองความเป็นไปได้ของชีวิตในอวกาศกว้างขวางมากขึ้น

เหมือนปลาที่โตในตู้กับปลาที่โตในมหาสมุทร การสร้างถิ่นฐานบ้านเรือนบนดาวดวงอื่น หากคิดแบบปลาในตู้ เราจะคิดถึงเพียงแค่สร้างที่คุ้มกะลาหัวให้รอดชีวิต แต่หากคิดแบบปลาในมหาสมุทร เราจะคิดถึงการสร้างบ้านเรือนที่ปลอดภัยและสวยงามสำหรับใช้ชีวิต ไม่ใช่เพียงแค่การรอดชีวิตเท่านั้น

รอดชีวิตและใช้ชีวิต คำสองคำนี้อาจดูใกล้เคียง แต่ความหมายห่างกันมาก จริงอยู่ที่เราอพยพย้ายถิ่นฐานกันเพื่อหนีการสูญพันธุ์ แต่มันจะมีค่าอะไรเมื่อมีชีวิตแล้วไม่ได้ใช้ ศิลปะจึงเป็นเหมือนส่วนที่มาเติมเต็มให้ชีวิตในอวกาศสมบูรณ์ และเข้าใกล้คำว่าบ้านมากยิ่งขึ้น

การอาศัยอยู่ในอวกาศเป็นเวลานานนอกจากผลกระทบต่อร่างกายโดยตรงเช่น การลดลงของมวลกล้ามเนื้อและกระดูกแล้ว ยังส่งผลต่อสภาพจิตใจมนุษย์อีกด้วย หากคิดแบบปลาในตู้เราจะคิดเพียงว่า ทำอย่างไรให้มนุษย์ไม่ตาย เป็นอันว่าสำเร็จ แต่อันที่จริงเราควรจะคิดแบบปลาในมหาสมุทรว่า จะทำอย่างไรให้มนุษย์ไม่ตายทั้งเป็น เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่ต่างออกไปอย่างสุดโต่ง ส่งผลให้ชีวิตประจำวันปกติเปลี่ยนไป

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่แข็งแรงและบอบบางในเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะในเวลาที่ต้องอาศัยอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่ต่างออกไปจากเดิม เวลาขึ้นและตกของดวงอาทิตย์ ที่เปลี่ยนไปจากบนโลก ส่งผลให้พฤติกรรมการกินและนอนของมนุษย์เปลี่ยนไปด้วย นำมาซึ่งความเครียดสะสมในระยะยาว จากตรงนี้จะเห็นได้ว่าเราสามารถนำศิลปศาสตร์เข้าร่วมช่วยปรับพฤติกรรมมนุษย์ได้ เช่น การออกแบบห้องนอนภายในยานอวกาศ เพื่อช่วยปรับพฤติกรรมการนอนหลับโดยอิงกับสภาวะเกือบไร้แรงโน้มถ่วง นี่เป็นเพียงหนึ่งในปัญหาที่เราสามารถนำศิลปะ มาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อชีวิตในอวกาศได้

การนำศิลปะมาใช้ไม่เชิงว่าเป็นการใช้วิธีแก้ปัญหาแบบสำเร็จรูป แต่เป็นเหมือนการใช้ของเหลวเข้าไปช่วยเติมเต็มช่องว่าง ที่ไม่ว่ามันจะเป็นช่องว่างรูปร่างแบบไหน ของเหลวก็จะเข้าไปเติมเต็มได้พอดี

“Make your own opportunity, don’t wait for an opportunity, and be observant
(สร้างโอกาสของตัวเองขึ้นมา อย่ามัวแต่รอ และจงเป็นคนช่างสังเกต)”

ผู้เขียนชอบประเด็นหนึ่งที่ได้พูดคุยกับคุณจูเลียเป็นอย่างมาก เป็นคำถามว่าคุณคาดหวังอะไรจากการทำ MANRVA เธอตอบกลับมาว่า เธอไม่ต้องการที่จะเป็นคนแรกในเรื่องใด เธอเพียงอยากเป็นคนที่ช่วยเหลือและหยิบยื่นความหวังให้ผู้คนที่มีความฝัน ได้มีความหวังและมีแรงไขว่คว้าต่อไป เพราะเธอเชื่อว่ายังมีคนที่หลงใหลในอวกาศเหมือนกับเธอ และเธออยากให้พวกเขา เข้าถึงอวกาศได้ง่ายมากขึ้นผ่านมุมมองที่ไม่เหมือนใคร

ในวัยเด็กผู้เขียนเคยเป็นเด็กที่เต็มไปด้วยความฝัน หนึ่งในความฝันของเด็กน้อยคนนั้น คือการเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่องค์การนาซ่า แต่ความฝันนี้ทำให้ผู้เขียนรู้สึกอับอาย เพราะในตอนนั้นไม่มีใครเลยที่ช่วยเหลือและหยิบยื่นความหวังมาให้ ไม่มีใครเลยเชื่อว่าความฝันของเรามันเป็นไปได้ มันจะดีแค่ไหนถ้าในตอนนั้นมีมือของใครสักคนยื่นมา และในวันนี้มันดีมากจริง ๆ ที่ MANRVA มีตัวตนอยู่ เพื่อยื่นมือให้กับคนอื่น ๆ ต่อไป

คุณจูเลียเล่าเรื่องกระถางต้นไม้วิเศษให้ผู้เขียนฟังเป็นการปิดท้าย…

ในช่วงเวลาที่ต้องตะเกียกตะกาย รู้สึกเหมือนทุกสิ่งที่พยายามทำอยู่ มันช่างเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เอาเสียเลย ยื่นมือออกไป ในจักรวาลนี้ยังมีคนที่เหมือนกับคุณและพร้อมที่จะช่วยเหลือ แค่อย่าหยุดพยายาม ทำตัวเองให้เหมือนกระถางต้นไม้วิเศษ ไม่ว่าจะแตกหักกี่ครั้ง ก็จงกลับมาเป็นกระถางต้นไม้ที่แข็งแรงเหมือนเดิม หรือถึงจะแตกสลายกลายเป็นฝุ่น คุณก็ได้สร้างบางสิ่งบางอย่างจากมัน

ศิลปะจึงเป็นมากกว่าเส้นสีหรือท่วงทำนอง
บางครั้งมันเป็นเข็มทิศให้กับชีวิตของคน
และบางครั้งมันก็เป็นสะพานสู่จักรวาลของมนุษย์

การศึกษาดำดิ่งลงไปในอวกาศจึงไม่สามารถใช้เพียงวิทยาศาสตร์อย่างเดียวได้ จำเป็นต้องใช้ศิลปะร่วมด้วย เพราะจักรวาลนั้นหมายถึงการเป็นหนึ่งเดียวของทุกสิ่งและทุกศาสตร์ ไม่มีกฎเกณฑ์ใดแยกจักรวาลออกจากกันได้ฉันใด ก็ไม่สามารถแยกศาสตร์บนโลกใบนี้ให้ขาดออกจากกันได้ฉันนั้น

แด่เด็กน้อยผู้เต็มไปเปี่ยมไปด้วยความฝันที่กำลังเติบโตทุกคน และแด่เด็กน้อยที่หลับใหลอยู่ในตัวผู้ใหญ่ทุกคน จงเป็นเหมือนกระถางต้นไม้วิเศษ ที่ต่อให้ผู้คนจะครหาว่าความฝันของคุณมันช่างตลก และงมงายจนทำให้คุณรู้สึกแตกสลาย จงกอบโกยเศษเสี้ยวที่แตกหักขึ้นมา ให้กลับเป็นกระถางใบเดิมที่พร้อมวิ่งไล่ความฝันอีกครั้ง หรือต่อให้คุณต้องแตกสลายเป็นผุยผง จงปีติยินดี เพราะอย่างน้อยคุณได้สร้างบางสิ่งบางอย่าง และได้พยายามลงมือทำ เมื่อถึงเวลาที่ต้องก้าวข้ามเส้นสมมุติ ไปยังดินแดนคนตาย คุณจะได้ไม่ต้องเสียใจ เพราะได้ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่และสวยงาม