ประเทศเต็มไปด้วยคำตอบอันปราศจากคำถาม

วีรพร นิติประภา

เพิ่งรู้ว่ามีพ่อแม่ที่สอนลูกเวลาไม่ได้ดั่งใจด้วยทำโทษตุ๊กตาตัวโปรดของลูกแทน ไม่ว่าจะดุด่า ข่มขู่ และทุบตีให้เห็นต่อหน้า กับคาดโทษว่าถ้าไม่เชื่อฟังตุ๊กตาจะโดนอย่างนี้อีก

เคยเห็นคลิปคนทำแบบนี้กับสัตว์เลี้ยงใน Tiktok มาสักพัก คนก็เข้าไปดูกันขำ ๆ  แต่ไม่คิดว่าจะมีคนทำแบบนี้กับลูกหลานตัวเอง 

แต่ก็อย่างที่พล่ามบอกหลายครั้ง เราเลี้ยงลูกหลานเหมือนสัตว์เลี้ยง

สำหรับเด็ก ๆ ตุ๊กตาเป็นเหมือนสิ่งมีชีวิต เป็นเพื่อน เป็นความสัมพันธ์ เป็นที่ปรึกษาปัญหา ระบายความในใจ  เป็นหลุมหลบภัย เป็นคนที่เขามีข้างกายให้อบอุ่นใจเมื่อพ่อแม่ไม่ว่าง แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ

การกระทำต่อเพื่อนรักของเด็ก ๆ ก็เป็นเหมือนกระทำกับคนคนหนึ่ง หรือตัวเขาเอง ไม่ต่างเลยในความนึกคิดของเด็ก ๆ อย่าคิดว่าเขาจะไม่รู้สึกอะไร หรือจะลืมเรื่องนี้ไป จริงอยู่ว่าเขาอาจลืมเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ความรู้สึกหวาดหวั่น ไม่ได้รับการปกป้องคุ้มครอง หรือกระทั่งถูกคุกคามทำร้ายโดยคนที่ควรปกป้องเขาจะยังคงอยู่ตรงนั้นไปตลอด

ในแง่นี้ ดุว่าเขา ทุบตีเขา ทำร้ายเขาอาจจะยังดีเสียกว่า

การเอาตุ๊กตาเน่าของลูกไปทิ้งก็เป็นอีกเรื่องที่ทำกันเป็นปกติ การทำให้สิ่งรักของเขาหายไปเป็นเรื่องน่ากลัวมาก การหายกับการตายในความคิดของเด็ก ๆ เป็นสิ่งเดียวกัน …เราฆ่าเพื่อนรักของเขา ยิ่งกว่านั้นความตายก็ยังเป็นอำนาจของพระเจ้าและภูติผีปีศาจด้วย ในแง่นี้พ่อแม่จะกลายเป็นปีศาจ อันตราย ไม่น่าไว้วางใจ และที่แย่ที่สุดคือถึงตอนนั้นเขาก็ไม่รู้จะหันไปหาใคร ตุ๊กตาของเขาตายแล้ว พ่อแม่ที่เป็นที่พึ่งพาของเขาเองเป็นคนทำร้ายและทำให้ตุ๊กตาที่เป็นที่พึ่งพาของเขาดับสูญหาย

เดียวดายปานไหน…

การริบของของเขาเวลาไม่ได้อย่างใจก็เช่นกัน ขอใช้คำว่า ’ไม่ได้อย่างใจ’ เพราะทำผิดมันใช้กับเด็ก ๆ ไม่ได้ พลาดอาจจะได้ แต่ผิดใช้ไม่ได้ …ทำอาหารหล่น พูดไม่ตรงความจริง แย่งของเล่นกัน ทะเลาะกัน ไม่ยอมอาบน้ำ มันจะถูกเรียกว่าเป็นความผิดไม่ได้ มันจิ๊บจ้อยเกินไป เป็นการทดลองเรียนรู้เกินไป จะใช้คำเดียวกันกับการประกอบอาชญากรรมไม่ได้

กลับมาที่การริบของใหม่ การริบคือการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ เขาไม่ได้หาอะไรเองสักอย่าง …เขายังเป็นเด็ก ดังนั้นทุกอย่างที่เขามีคุณเป็นคนให้ แต่ทุกอย่างที่เขามีคือของของเขา เป็นสิทธิ์ครอบครองของเขา การทำโทษโดยการริบคือการบอกเขาว่าไม่มีอะไรสักอย่างเป็นของเขา ทุกอย่างยังเป็นของพ่อแม่

ทีนี้ลองนึกถึงการเติบโตในสังคมที่พร่ำสอนเน้นย้ำว่าพ่อแม่เป็นคนให้ชีวิตสิ …นัยยะนี้คือการบอกว่าพ่อแม่สามารถเอาชีวิต หรือฆ่าเขาได้ ถ้าต้องการ

น่ากลัวแค่ไหน…

มันคือการไร้การปกป้อง คือการคุกคาม คือความเดียวดายอ้างว้างและน่าหวาดกลัวมากสำหรับคนตัวเล็ก ๆ ที่ดูแลตัวเองยังไม่ได้

ยิ่งถ้าพ่อแม่ยอมให้คนนอกครอบครัวอย่างครูที่โรงเรียนทำยิ่งหนักหนา ใครที่ไหนไม่รู้ก็มีสิทธิ์ทำให้เขาสิ้นไร้ได้หมด  แล้วพ่อแม่ก็ไม่ปกป้อง ปล่อยให้คนพวกนั้นคุกคาม มิหนำซ้ำยังส่งให้ไปอยู่กับคนที่คุกคามทั้งวันด้วย

พอจะมองเห็นโลกเล็ก ๆ ที่ไม่มีที่จะอยู่ของเด็ก ๆไหม

แล้วเราจะหวังให้เขาเรียนรู้จากคนที่น่ากลัวแบบนั้นได้อย่างไร ภาพแรกของโรงเรียนคือที่ ๆ เต็มไปด้วยคนน่ากลัว คนน่ากลัวพวกนี้กำลังสอนเขาให้ทำแบบที่ตัวเองทำ เติบโตขึ้นเป็นคนน่ากลัวเหมือนตัวเอง …แค่นี้ก็เกลียดโรงเรียนจะแย่แล้ว

แล้วไหนจะความรู้สึกเกลียดตัวเองลึก ๆ ที่ได้เรียนรู้จากครูหรือพ่อแม่หรือผู้ใหญ่ ทำได้อย่างที่ถูกสอน และกลายเป็นคนแบบเดียวกับพวกผู้ใหญ่

เราจำเป็นต้องละเอียดอ่อนในการเลี้ยงดูลูกมนุษย์กว่านี้ กว่าที่เคยเป็นมาและเป็นอยู่ เราจำเป็นต้องเข้าใจสัญญะของสิ่งที่เราทำ ศึกษาขีดขั้นความเข้าใจของมนุษย์เล็ก ๆ ของเรา

ต้องขอโทษที่จะบอกว่าในท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยหนังสือหนังหาและข่าวสารมากมายในอินเทอร์เน็ต การเลี้ยงดูเด็ก ๆ ของประเทศเรายังนอกจากไม่ได้มาตรฐานโลกแล้ว ยังฉลาดไม่พอที่จะสร้างประชากรที่เข้มแข็งและมีสติปัญญาด้วยซ้ำ

เราไม่กระทั่งสามารถเลี้ยงดูพวกเขาอย่างลูกมนุษย์ หรือตระหนักและภาคภูมิในความเป็นมนุษย์ของเขาได้ด้วยซ้ำ ทั้ง ๆ ที่นั่นเป็นพื้นฐานที่สุดแล้ว วิธีการที่เราทำตาม ๆ กันอย่างดีหน่อยก็ยังเป็นการฝึกลูกสัตว์ในคณะละครสัตว์ ดีน้อยกว่านั้นก็คือการฝึกลูกสัตว์ในฟาร์มปศุสัตว์

การสร้างความเจ็บปวดทางกายและทางใจต้องไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเลี้ยงดูลูกมนุษย์ที่มีสติปัญญา ความรู้สึกนึกคิด …จิตใจ