วงการสงฆ์ไทยในปัจจุบันมีเรื่องให้ถกเถียง ตั้งคำถามกับความเป็นพุทธ ความเป็นไทย และอำนาจรัฐที่เกี่ยวโยงกันอย่างแยกไม่ขาด พระภิกษุเป็นสมณะเพศ เป็นชนชั้นที่เหนือกว่าปุถุชนคนธรรมดา เป็นสาวกที่มุ่งสละกิเลสและพามนุษย์โลกมุ่งสู่นิพพาน นั่นคือภารกิจหลักของพระสงฆ์ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า

ข่าวพระล่วงละเมิดเด็ก ข่มขืน ร่วมเพศกับสีกาหรือเพศเดียวกันปรากฏหน้าสื่อเสมอ วิธีจัดการที่เราเห็นคือจับสึก ย้ายวัด ดำเนินคดี หรือบางรายผู้ศรัทธาร่วมกันปกปิดการกระทำของพระผู้น่าเลื่อมใส อะไรทำให้ปัญหาเพศกับพระไม่เคยหายไปในสังคมไทย

ผู้เขียนเคยเจอประสบการณ์นี้ในวัยเด็กผ่านคำบอกเล่าของเพื่อนร่วมชั้นเรียน เพื่อนชายสามคนเล่าให้ฟังว่าพระอาจารย์ใจดีที่เรารู้จัก ชักชวนเพื่อนทั้งสามไปกุฏิวัด ชวนให้ชักสาวอวัยวะลับของพระอาจารย์ และมอบค่าขนมเล็ก ๆ น้อย ๆ ตอบแทน วันนั้นเราเล่าเรื่องนี้ด้วยความตลก ไร้เดียงสาว่านั่นคือการละเมิด 

De/code ได้พูดคุยกับเหยื่อที่ถูกล่วงละเมิด และยังคงอยู่ร่วมกับบาดแผล ที่ผู้ครองสมณะสงฆ์กระทำชำเรากับพวกเขาในวัยเยาว์ 

เบส บัณฑิตจบใหม่วัยยี่สิบต้น ๆ เล่าให้ฟังว่าเขาเคยเป็นเด็กต่างจังหวัดที่เลื่อมใสพุทธศาสนา และเคยบวชเณรหลายครั้ง เลยรู้สึกคุ้นชินกับวัดและการบวชเรียน ครั้งสุดท้ายที่เบสห่มผ้าเหลืองคือช่วงจบม.6 เขาบวชแก้บนหลังสอบติดมหาวิทยาลัยดังในกรุงเทพ

ตอนสอบติดเรากับที่บ้านดีใจมาก ๆ เราเลือกบวชวัดใกล้บ้านที่ดูดี สะดวกสบาย และมีบวชเณรภาคฤดูร้อนบ่อย แต่ช่วงนั้นเราเป็นเณรรูปเดียวของวัด เพราะเราบวชแก้บน เวลาบวชเณรจะมีพระพี่เลี้ยงที่คอยสอน พระพี่เลี้ยงของเราอายุประมาณ 40 ปี เขาดูเป็นคนใจดี ขยันทำงานวัด เป็นหลวงพี่ที่มีน้ำใจของทุกคน

เหตุเกิดขึ้นวันแรกของการบวชเป็นสามเณร พระพี่เลี้ยงใจดีคนนั้นเข้ามาในกุฏิ บ่ายวันนั้นอากาศร้อนอบอ้าว เรานอนเล่นอยู่ เขาเข้ามาชวนคุยว่า “วันนี้ร้อนเนอะ” แล้วเปิดพัดลมให้ เขาเข้ามานวดให้ เราไม่คิดอะไร เพราะเขาเป็นพระพี่เลี้ยง เขานวดไปสักพักแล้วมือเริ่มลามไปจุดอ่อนไหวอื่น ๆ ลามไปที่ขาอ่อน ลามไปที่หน้าอก เราสับสนว่าเกิดอะไรขึ้น คงไม่ใช่แบบที่เราคิดหรอก เขาเป็นพระนะ 

เขาย้ายมือไปเรื่อย ๆ พูดแย่ ๆ กรอกหูว่า “ดูก็รู้ว่าแกมีอารมณ์” จนให้เราสำเร็จความใคร่ มันไม่ใช่แล้ว

เราไม่กล้าทำอะไรเลย เรานิ่งอยู่อย่างนั้น พยายามข่มร่างกายไม่ให้ตอบสนอง ทำสมองเบลอ ๆ ไม่รับรู้ว่าเขากำลังทำอะไร หรืออะไรเกิดขึ้นกับเรา เขาทำอย่างนั้นอยู่สักพัก จนเลิกทำไปเอง

หลังจากเหตุการณ์วันนั้น เราต้องอยู่ที่วัดต่ออีก 9 วัน  เขายังเข้ามาอีกหลายครั้ง ช่วยห่มสบง ทาแป้งให้เราทั้งตัว พ่อแม่ยังไม่ทำกับเราแบบนี้เลย เราเหมือนต้องเอาตัวรอดไปวัน ๆ เราไม่มีความสุขเลย ร้องไห้อยากกลับบ้านทุกวัน

ในขณะที่เราทุกข์ แต่แม่มีความสุขที่เห็นเราบวช ใส่ผ้าเหลือง เราเห็นแม่แต่งตัวสวยมาหาทุกวัน ทำของที่เราชอบมาให้ ดีใจที่เห็นเราห่มผ้าเหลือง แต่เราไม่มีความสุขเลย เบสกล่าว

หลังจากเหตุการณ์นั้น เบสเริ่มห่างจากที่บ้านมากขึ้น เบสไม่กล้าเล่าเรื่องนี้ให้พวกเขารู้เพราะกลัวพ่อแม่ไม่เชื่อ กลัวผลตอบรับที่พวกเขาอาจไม่อยู่ข้าง ๆ และเป็นเบสเองที่รู้สึกไม่ปลอดภัยที่จะเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง เขายอมรับว่าเหตุการณ์นั้นกลายเป็นบาดแผลในใจ เก็บเงียบไว้ลึก ๆ ราวกับปล่อยเบลอไว้ให้สมองลืมหายไป 

“ทำไมมันต้องเป็นเรา ทำไมต้องเป็นพระ ทำไมต้องเป็นกู เราไม่กล้าบอกใครเลย เราอยากจะลืมมันไป เบลอ ๆ มันไป ทำไมคนที่ทำเราต้องเป็นพระ และทำไมต้องเป็นเรา”

คุณคิดว่าทำไมพระถึงกล้าทำเรื่องแบบนี้ในวัด

เพราะเป็นวัดจึงไม่มีใครคิดว่าพระจะทำเรื่องแบบนี้ คงไม่มีใครคิดว่าจะมีพระข่มขืนเณร วัดมันเป็นพื้นที่เฉพาะ มีอำนาจ มีเขตปกครองบางอย่างที่พิเศษกว่านั้น และกุฏิมันลับตาคน จะทำอะไรก็ได้ ไม่มีใครรู้

เบสเล่าว่า หลังจากการกระทำครั้งนั้น พระพี่เลี้ยงยังพยายามเข้ามายุ่มย่าม เบสปฏิเสธทุกครั้งและเหมือนเขาจะรู้ตัวแต่ยังทำต่อ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าเขาไม่ได้เกรงกลัวกฎหมาย หรือบทลงโทษใด ๆ ในเขตพัทธสีมาเรื่องเพศกับพระผู้ทรงศีลดูจะไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

ในชั้นเรียนปี 3 ของคณะด้านสื่อสารมวลชน เบสเล่าเรื่องนี้ผ่านวิชาเรียนท่ามกลางเพื่อนและอาจารย์ เป็นครั้งแรกที่เขารู้ว่าเรื่องนี้คือบาดแผล มันไม่ได้เบลอเลือน แม้ถูกกลบให้ลึกในความทรงจำ อากาศร้อนของบ่ายวันนั้น รอยฝ่ามือและความกลัวของเบสวัย 19 ยังคงอยู่ เขาเล่าผ่านงานศิลปะ ภาพวาดการ์ตูนแทนความรู้สึกอึดอัด ขยะแขยง และเกลียดกลัวต่อพระพุทธรูป อันเป็นตัวแทนของผู้กระทำ

ถ้าย้อนกลับไปได้ อยากบอกอะไรกับเบสในวัยนั้น

ตอนนั้นเราสับสนว่าสิ่งนี้คืออะไร เขาเข้ามาทำแบบนี้กับเรา เราไม่กล้าบอกใคร ไม่กล้าปฏิเสธ ไม่ขอความช่วยเหลือเพราะกลัวว่าเขาไม่ได้คิดไม่ดีหรอก ลืม ๆ มันไปซะ มันเปราะบางกับเรามาก

ตอนนี้เรารู้แล้วว่ามันไม่ใช่ นั่นคือการล่วงละเมิดเรา คงไม่มีใครในโลกนี้อยากโดนพระชักว่าวหรอก เราเหมือนเป็นตุ๊กตาที่เขาจะทำอะไรก็ได้ใต้ร่มกาสาวพัสตร์

เราอยากบอกแม่ อยากให้แม่เข้าใจและอยู่ข้าง ๆ เรานึกโทษที่บ้านว่าทำไมเขาไม่ปกป้องเรา เราอยากเล่าแต่เขาคงไม่ฟัง ยิ่งเราเป็น LGBT เขายิ่งไม่ฟัง เราเหนื่อยมากที่ต้องแบกเรื่องนี้ไว้

เบสร้องไห้ เรานั่งกันเงียบ ๆ เจ็บปวดร่วมกับเพื่อนมนุษย์ตรงหน้า ก่อนจบบทสนทนา

หรือเรื่องเพศกับพระไม่ใช่แค่เรื่องความใคร่ของปัจเจก แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ท้าทายของวงการพระสงฆ์ไทย ทางออกของเรื่องนี้ควรทำอย่างไร ศ.ดร.โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์ นายกสมาคมปรัชญาและศาสนาแห่งประเทศไทย อาจารย์ภาคปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้คำตอบว่าการมองพระสูงส่งเป็นเทวดา และอำนาจนิยมคือต้นตอของปัญหานี้

พระต้องสละกิเลส ทำไมถึงยังมีข่าวร่วมเพศกับเด็ก สีกา และพระกันเอง

ภาพที่เรามีในใจกับพระบางครั้งก็ไม่ตรงกับความเป็นจริง แทนที่เราจะมีภาพพระต้องสวยสดงดงาม น่านับถือ เราคิดเสียว่าพระคือคนธรรมดา ผู้ชายแบบที่เรารู้จัก แค่ห่มผ้าเหลือง โกนผม และเขามีหน้าที่ที่ต้องสละกิเลส แต่ก็ไม่ได้รับประกันว่าในขณะนี้ ขณะใด ขณะหนึ่งเขาจะสละได้แค่ไหน เขาอาจมาเป็นพระด้วยเหตุผลอื่นที่ไม่ใช่การสละกิเลส อาจจะด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ เรื่องส่วนตัว เพราะฉะนั้นเราควรปรับเปลี่ยนทัศนคติต่อพระเสียใหม่

คนไทยชอบมองพระว่าสูงส่ง ต้องกราบไหว้เขา อาจจะต้องแยกสถานะและการกราบไหว้นั้น มีคนบอกว่าเรากราบพระเพราะสถานะไม่ใช่ตัวบุคคล การไหว้มันดีต่อเราเองด้วยเพราะทำให้เราห่างไกลจากความหยิ่งยโส เพราะเราไหว้คนอื่น มันเป็นผลดีต่อตัวเราเอง แต่ไม่รู้เป็นผลดีต่อคนถูกไหว้แค่ไหนบางทีมันอาจเป็นผลเสีย

ทันทีที่เรามองพระเป็นเทวดา เป็นอะไรที่สูงกว่าเราเหมือนเราเซ็นเช็คเปล่าให้เขา เขาจะทำอะไรก็ได้ แล้วจะเกิดปัญหาเป็นผลเสียต่อตัวพระเอง ไปเป่าอัตตา (Ego) ของเขาให้ฟูมาก ๆ เขาคิดว่าเขาเก่ง เขาดี ขัดแย้งกับการปฏิบัติธรรมที่ต้องทำให้อัตตาเล็กที่สุดจนหายไป

วามคิดว่าพระสูงส่งนี้เกิดจากอะไร มีกลไกไหนปลูกฝังความคิดนี้ การสอนพระพุทธศาสนา และกลไกรัฐเกี่ยวข้องไหม

มันเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม อย่างที่คุณพูดมาใช่หมด เช่น การกราบพระ และอยู่ในภาษาไทยที่บอกว่าพระเป็นอีกสถานะหนึ่ง การยกพระให้สูงส่งไม่ได้เป็นผลดีตลอดไป พระควรจะอ่อนน้อมถ่อมตน เป็นการปฏิบัติที่ดีที่จะทำลายการยึดถือตัวตนของพระ

ผมรู้สึกว่าในปัจจุบันองคาพยพของรัฐ ตั้งแต่พระมหากษัตริย์ลงมาผ่านนายกฯ ผ่านมหาเถรสมาคมควบคุมวงการพระแน่นเกินไป บางครั้งอาจมีการตัดสินใจผิดพลาด เพราะรวมอำนาจการตัดสินใจไว้ที่กลุ่มเดียว

อันนี้เป็นปัญหาคลาสสิกของปรัชญาเลย ทุกครั้งที่ผู้ใช้อำนาจกว้างขวางครอบคลุมมากเกินไป เมื่อมีอำนาจมากและตัดสินใจผิดพลาด ผลพวงของการตัดสินใจพลาดจะขยายใหญ่ขึ้นมากกว่าการปกครองด้วยฉันทามติ เหล่านี้คือปัญหาใหญ่มากในหลักการปกครองของประเทศไทย อำนาจอยู่กับคนไม่กี่คน และเป็นหัวใจของปัญหาการปกครองคณะสงฆ์ไทย 

พระของศรีลังกาเขาปกครองกันหลวมกว่าของไทยมาก พระที่นั่นเลือกตั้งและเข้ารับการเลือกตั้งได้ มีพระเข้าไปในสภาหลายรูป ซึ่งเราน่าจะเรียนรู้จากศรีลังกาได้ มันไม่ผิดพระวินัยอยู่แล้ว ข้อห้ามที่เขามักจะอ้างคือมันเป็นเรื่องทางโลก แต่เรื่องทางโลกมันกว้าง

ถ้าจะบอกว่าการลงสมัคร สส.เป็นเรื่องทางโลก แต่มองอีกมุมการสอนชาวบ้าน ใบ้หวย ติดต่อกับชาวบ้านก็เป็นเรื่องทางโลกหมด ถ้าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องทางโลกก็ต้องปลีกวิเวกไปอยู่คนเดียวในป่า เป็นฤๅษี ซึ่งพระไทยไม่เป็นแบบนั้น

ดังนั้นต้องตีความคำว่าไม่ยุ่งกับเรื่องทางโลกเสียใหม่ ความเชื่อที่ว่าพระไม่ยุ่งการเมือง มันยังควรเชื่อถือหรือเปล่า มีเหตุผลอะไรมายืนยันว่าพระไม่ควรยุ่งการเมือง ถ้าพระยุ่งการเมืองแล้วทำให้กิจการของพระดีขึ้น ทำให้การปฏิบัติตัวของพระ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นการทำตามพระวินัย ถ้ายุ่งแล้วดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ควรจะพิจารณาใหม่ว่าให้ยุ่งหรือไม่

บางครั้งพระข่มขืนหรือร่วมเพศกับเหยื่อโดยไม่ยินยอม พระบางรูปรู้สึกว่าเขาเหนือกว่า ไม่กลัวโทษเพราะเขาเป็นพระที่มีอำนาจในวัด สิ่งนี้สะท้อนทำอาจนิยมในพุทธไทย หรือวงการพระอย่างไรบ้าง

สะท้อนเยอะเลย สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เป็นแบบนี้เพราะชาวบ้านยอมพระ หมายความว่า ชาวบ้านนับถือพระมาก ๆ จนพระสามารถทำอะไรก็ได้ พอพระทำผิดก็ช่วยกันปิด ชาวบ้านต้องเลิกมองพระว่าสูงส่งเป็นเทวดา แต่มองเป็นคนธรรมดา ถ้าทำผิดชาวบ้านรู้ก็จะถูกจับตาลงโทษ และไม่ปล่อยไปเหมือนการทำผิดของฆราวาส

มาตรการเดียวกันนี้ต้องใช้กับพระด้วย ถ้ามีพระทำอะไรกับเด็กไม่ว่าจะผู้หญิงหรือผู้ชาย ชาวบ้านรู้ก็ไม่สามารถอยู่นิ่งได้ ต้องจัดการ ยิ่งเป็นพระด้วยการจัดการยิ่งมีมากขึ้น แทนที่จะปล่อยไปหรือคิดว่าเขาเป็นพระก็ทำได้ สิ่งนี้ต้องช่วยกันรณรงค์ให้เปลี่ยนความคิดว่าเราจะปล่อยผ่านไม่ได้ เพราะยิ่งนานไปพระจะเคยชินกับอำนาจที่ตัวเองมี

อาจเปรียบเทียบกับตะวันตกที่มีปัญหานี้ ข่าวล่วงละเมิดเด็กหนุ่มของบาทหลวงมีมานาน ชาวบ้านและประชาชนของเขาไม่ยอม ทันทีที่มีข่าวซุบซิบเขาจะเรียกร้องและออกสื่อทันที กลายเป็นกระแสสังคม เรียกร้องให้เอาความจริงออกมาเปิดเผยให้ได้ เราต้องทำแบบนั้นบ้าง ซึ่งเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสังคม

ทำอย่างไรให้ประชาชนคอยสอดส่องดูแลพระ แบบที่ประชาชนในโลกตะวันตก ในประเทศคาทอลิกคอยสอดส่องการกระทำของบาทหลวง และเรียกร้องประท้วง เสนอเรื่องนี้ถึงสันตะปาปาให้จัดการ ร่วมกับสื่อใหญ่ของประเทศ และประชาชนให้เกิดเป็นกระแสว่าเราไม่สามารถจะอดทน ไม่ยอมให้เรื่องเหล่านี้ผ่านไปโดยที่เราไม่ทำอะไร

วิธีใดที่จะแก้ปัญหาเรื่องพระล่วงละเมิดทางเพศ

วิธีการทางการเมืองอย่างเดียวซึ่งมันยาก คือแก้รัฐธรรมนูญ เพราะนี่คือการเมืองจึงต้องใช้การเมืองมาแก้ และเขาที่มีอำนาจไม่ยอมให้แก้ มันจึงเป็นปัญหาอยู่แบบนี้

แม่ของเบสยังคงรอให้เขากลับไปบวช แม่พูดเปรย ๆ ส่งสัญญาณถึงชายผ้าเหลืองที่อยากให้เบสทำให้ แต่เบสคงไม่ เขายอมรับว่าภาพจำและความรู้สึกขยะแขยงพระยังคงอยู่ เหตุการณ์นั้นทำให้เด็กวัยรุ่นที่เคยร่าเริง สดใสและมองโลกในแง่ดีกลายเป็นคนไม่ไว้ใจใคร เบสไม่ได้เกลียดศาสนา แต่ขยาดพระสาวกที่สร้างตราบาปให้กับเขา

“เรายังอยากกลับไปนับถือพุทธ อยากกลับไปนับถือศาสนา เราว่าแก่นมันดี แนวคิดพุทธดีมาก ๆ แต่เราไม่ไว้ใจพระอีกแล้ว เรากลัว”