เคยไหมที่บางเวลาคุณอยู่ท่ามกลางคนหลากหลาย แต่ก็รู้สึกโดดเดี่ยว บางครั้งที่เรียกร้องอยากให้มีสักคนรับฟัง แต่หลายครั้งก็รู้สึกว่า การอยู่คนเดียวมันคงจะดีซะกว่า หากใช่ อาจเป็นได้ว่าคุณคือหนึ่งในมนุษย์จำพวกสเตพเพนวูล์ฟ

หนังสือเล่มนี้พาคุณดื่มด่ำไปกับชายคนหนึ่งมีชื่อว่า แฮร์รี่ ฮัลเลอร์ เขาสร้างสมญานามให้ตนเองว่า ‘สเตพเพนวูล์ฟ’ เขาเดินด้วยขาสองขา ใส่เสื้อผ้าเช่นมนุษย์ทั่วไป แต่เขาคือหมาป่า เขาเป็นคนฉลาดคนหนึ่ง สามารถเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้เฉกเช่นมนุษย์ทั่วไป ถึงแม้เขาจะเป็นมนุษย์ฉลาดเรียนรู้ได้หลายเรื่อง แต่ก็ยังมีบางสิ่งบางอย่างที่เขาไม่สามารถเรียนรู้มันได้เลย

นั่นคือ การเรียนรู้ที่จะสร้างความพอใจให้กับชีวิตของตนเอง

ยามที่เขามีจิตสำนึกของความเป็นหมาป่า เขาจะกระทำการด้วยความดิบเถื่อนไร้สามัญสำนึก จิตสำนึกของความเป็นมนุษย์ก็จะออกมาลิดรอนตัวตนหลัก แต่ครั้นเมื่อเขาแสดงออกและควบคุมการกระทำด้วยจิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์ มีความรู้สึกที่ดีงาม มีความอ่อนโยน คิดอยากทำแต่สิ่งที่ถูกต้อง เมื่อนั้นจิตสำนึกของหมาป่าก็จะออกมาจากกระจกเพื่อล้อเลียน และบั่นทอนความรู้สึกนึกคิดของเขาอยู่ร่ำไป

หนังสือเรื่องนี้ได้นำเสนอมุมมองของชายผู้ขัดแย้งในตนเอง สเตพเพนวูล์ฟ ด้วยความเป็นชายวัยกลางคนที่โลดแล่นอยู่ในช่วงยุค ค.ศ. 1929 หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เยอรมันพ่ายแพ้สงคราม และอารมณ์ของผู้คนกำลังคุกรุ่น เรื่องเล่าในหนังสือดำเนินไปโดยแสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งของยุคสมัยเก่ากับสมัยใหม่ที่คืบคลานเข้ามาทำลายจารีตและกรอบดั้งเดิม ขณะที่เทคโนโลยีใหม่ เช่น วิทยุ เข้ามาทำลายสุนทรียภาพของยุค (ในความคิดเห็นของสเตพเพนวูล์ฟ) ดนตรีแจ๊สเข้ามาแทนที่ดนตรีคลาสสิก เครื่องเล่นวิทยุเข้ามาแทนการเล่นดนตรีสด คนเยอรมันขาดสิ่งให้ยึดถือ ความเกรียงไกรของกองทัพเยอรมันที่ถูกกองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรบดขยี้ และเศรษฐกิจที่เข้มแข็งของเยอรมันพังพินาศ แม้สเตพเพนวูล์ฟจะเป็นผู้ใฝ่รักสันติภาพ แต่ส่วนหนึ่งก็เพราะเขาไม่อยากจะเป็นแนวหน้าในการรบนั่นเอง 

สเตพเพนวูล์ฟมองว่า ไม่มีอะไรน่ากลัวเท่ากับการต้องทำงานราชการที่มีวันเดือนปีอย่างเป็นระบบ ต้องรับคำสั่งจากผู้อื่น เข้าไปในบริษัทสำนักงานหรือสถานที่ราชการ เขาไม่ได้เรียนรู้ที่จะรัก และอยู่อย่างทุกข์ทนจนอายุล่วงเลยเข้าสู่วัยกลางคนจึงได้เจอหญิงสาวชื่อแฮร์มีน

ปัญหาคือ เขาไม่สามารถทำตัวให้เลื่อนไหลไปกับยุคสมัย การเข้ามาของยุคใหม่ทำให้สเตพเพนวูล์ฟต้องเลือกอยู่ตรงกลางระหว่างการเสียสละสิ่งสำคัญในชีวิต กับการละทิ้งซึ่งศีลธรรมอย่างเต็มรูปแบบ หรือการอยู่ตรงกลางระหว่างให้กับความเสื่อมโทรมและอุดมคติ เฉกเช่นการเลือกระหว่างทุนนิยมกับสังคมนิยม ชนชั้นกลางคือคนที่อยู่ระหว่างปลายของแนวคิดสองฝั่ง และเขารู้สึกปลอดภัยที่จะอยู่ตรงนี้ เป็นชนชั้นกลาง กินเงินปันผลจากบริษัท ใช้ชีวิตอย่างก้ำกึ่ง ตกกลางวันอ่านหนังสือปรัชญา กลางคืนตะลอนไปตามสุราและราตรี เขาใช้ชีวิตอย่างขัดแย้ง ทั้งยังมีร่างกายที่ทรุดโทรม เขาทำแม้กระทั่งตั้งปณิธานไว้ว่า ในอีก 3 ปี หากอาการเจ็บป่วยไม่ได้ทุเลาลง เขาจะฆ่าตัวตาย

“ผมคิดว่าผมคงเป็นเช่นนั้นแหละ ใช่ ผมพอใจในความสุขของผม จนผมสามารถแบกโลกทั้งใบไว้ได้ แต่เมื่อความสุขได้จากผมไปแค่เพียงชั่วโมงหนึ่ง ก็กลับกลายเป็นความโหยให้ ดังนั้นผมไม่ต้องการเก็บความสุขนี้ไว้ แต่การมีความทุกข์อีกครั้งมันคงจะงดงามและน่าสมเพชน้อยลงกว่าเดิม ผมโหยหาความทุกข์และพร้อมจะตายเพื่อมัน” สเตพเพนวูล์ฟกล่าวกับแฮร์มีน

“แต่เมื่อชีวิตได้ปลุกนายให้ตื่นขึ้น และนำนายไปสู่ตัวตนของนายเพียงใด นายก็ยิ่งลำบากยากเข็ญมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งตกลึกเข้าไปในความทุกข์ ความหวาดกลัวและความสับสนจะยิ่งพุ่งสูงขึ้นเท่าคอหอย ความเชื่อที่นายเคยมีต่อมนุษย์ ความเชื่อจะกลายเป็นสิ่งไร้ค่าและแตกสลาย พูดอีกก็ถูกอีกเป็นพันครั้งเลยทีเดียว นายต้องพังพินาศ ใครที่อยากจะมีความสุขในทุกวันนี้อย่าเป็นอย่างที่ฉันและนายเป็น ใครที่โหยหาดนตรีคลาสสิกแทนดนตรีสมัยใหม่ ดำเนินชีวิตด้วยความซาบซึ้งตรึงใจแทนอารมณ์ไร้สาระ พวกเขาเหล่านั้นไม่เหมาะกับโลกใบนี้หรอก” แฮร์มีนตอบกลับ

แฮร์มีนอาจเป็นภาพสะท้อนในตัวตนของสเตพเพนวูล์ฟที่เขาตามหา การได้เจอเธอในบาร์ครั้งแรก จนกระทั่งการเข้าไปอยู่ใน ‘โรงละครมายา เปิดให้เยี่ยมชมในเฉพาะคนบ้า’ ซึ่งอาจจะเป็นโลกสมมุติในจิตสำนึกของตนเองในตอนสุดท้าย ก็เป็นการสรุปถึงตัวตนของสเตพเพนวูล์ฟ เมื่อเขายินยอมให้ตัวตนด้านหมาป่ากับตัวตนด้านมนุษย์มาเจอกัน เขาอนุญาตให้ตัวเองได้ระบายความดิบเถื่อนในตัวตน เช่นการเข้าร่วมรบสงครามในจินตภาพ เขายอมให้ตัวเองได้มีสัมพันธ์สวาทโดยไม่ได้เป็นไปตามครรลองปกติของมนุษย์ เมื่อเขายอมรับในสิ่งที่ตนเองเป็นได้อย่างชัดเจน สมดุลก็กลับเข้าคืนสู่ชีวิต  

ปัญหาทางด้านจิตวิญญาณเกิดขึ้นกับผู้คนในทุกยุคทุกสมัย ความเจ็บปวดอยู่ที่สเตพเพนวูล์ฟเลือกที่จะอยู่อย่างชนชั้นกลาง ความรู้สึกขัดแย้งในตัวเองกัดกร่อนอยู่ภายในจิตใจ พาให้รู้สึกว่าการมีชีวิตอยู่ในโลกทั้งอดีต และปัจจุบันนั้น ไม่เคยง่าย โลกของสเตพเพนวูล์ฟอยู่ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ แต่ผู้คนยังมีปฏิสัมพันธ์กัน ดื่มกิน ฉลอง เต้นรำ และดำเนินต่อไปตามปกติ

ย้อนมาสู่ปัจจุบัน ปัญหาที่เกิดขึ้นคือความขัดแย้งในตัวตน เช่นการได้ทำงานที่เราชอบ และการเป็นคนมีประสิทธิภาพในงานคือสิ่งที่ทำให้ผู้คนรู้สึกมีคุณค่า ฯลฯ แต่หากสิ่งที่เราทำอยู่ไม่ได้เป็นเช่นนั้น หากเราเป็นมนุษย์ที่ต้องฝืนทนทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ หรือตั้งคำถามว่า สิ่งที่ทำอยู่ตอบสนองคุณค่าที่เราต้องการอยู่หรือไม่ สิ่งเหล่านี้สะท้อนกลับมาตั้งคำถามต่อความเป็นตัวตนของมนุษย์จำพวกสเตพเพนวูล์ฟว่า

แท้จริงแล้วเราเป็นใคร และแท้จริงแล้วเราอยากทำอะไรกันแน่

การเป็นคนที่เกิดในยุคปัจจุบันที่ต้องมีประสิทธิภาพต้องประสบความสำเร็จ บีบบังคับให้เราต้องไขว่คว้า สำหรับมนุษย์ในปัจจุบัน เพื่อจะประสบความสำเร็จ และเลี้ยงตนเองให้รอดในวัยผู้ใหญ่ มันอาจจะทรมาน

แต่หลักการที่สำคัญที่สุด คือเราต้องอนุญาตให้ตัวเองได้เจ็บปวด อนุญาตให้ตัวเองได้เจอพื้นที่ที่เราสามารถร้องไห้ และขมขื่นได้  

เพราะการยอมรับในสิ่งที่เราเว้าแหว่ง โอบกอดความไม่สมบูรณ์แบบในตัวเองคือสิ่งที่มนุษย์ทุกคนควรเรียนรู้ 
เพราะสุดท้ายแล้วโลกก็ยังต้องหมุนต่อไป และเราคือมนุษย์ที่เรียนรู้ที่เติบโตขึ้นจากความเปลี่ยนแปลงได้อย่างสวยงาม

STEPPENWOLF หมาป่าผู้โดดเดี่ยว โดย สำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม 
นักเขียน แฮร์มานน์ เฮสเซอ
ปิยภาณี เฮ็นท์ซ แปล

PlayRead: คอลัมน์รีวิวหนังสือประจำ Decode.plus เมื่อกองบรรณาธิการขอ add หนังสือ (ที่อยากอ่าน) ขึ้นไว้บนเพลย์ลิสต์ พบกับหนังสือหลากหลายสไตล์ หลากหลายวิธีการเล่าเรื่องที่เชื่อมร้อยกับชีวิตและสังคม แวะมาหาอ่านกันได้ทุกเย็นวันพฤหัสบดี