เมื่อสงครามกำลังพรากคนรักไปจากเธอ
24 กุมภาพันธ์ 2022 ช่วงเวลาประมาณ 6 โมงเช้า เลิฟ เนตรชนก พรหมขาว หญิงไทยอายุ 31 ปี กำลังเดินทางไปทำงานตามปกติ เธอย้ายมาอยู่ที่ประเทศยูเครนกับสามี เพื่อหวังจะสร้างความมั่นคงด้วยกันที่กรุงเคียฟ เมืองหลวงของประเทศแห่งนี้ เข้าสู่เดือนที่ 5 แล้วทุกอย่างกำลังดำเนินไปด้วยดี จนกระทั่งเสียงระเบิดลูกแรกดังขึ้น
“เพื่อนโทรมาบอกว่ามันระเบิดสนามบินเขาโจมตีแล้ว เครื่องบินทิ้งระเบิดบินเข้ามาแล้ว พอเราเห็นและได้ยินเสียง เราก็รีบวิ่งกลับมาที่บ้าน”
บรรยากาศภายในกรุงเคียฟของวันที่ 24 กุมภาพันธ์ เต็มไปด้วยความสับสนอลหม่าน ตามคำบอกเล่าของเนตรชนก คนยูเครนประมาทกันจนเกินไป พวกเขาไม่เคยคาดคิดว่ารัสเซียจะกล้าบุกประเทศของพวกเขาอย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้
“คนยูเครนคิดว่าเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ 8 ปีที่แล้ว มันยืดเยื้อมีการปะทะกันตามชายแดนตลอด แต่อย่างไรสงครามใหญ่มันไม่เกิดหรอก ถ้าเรากับสามีตัดสินใจออกไปตุรกีตั้งแต่ตอนนั้น คงไม่ต้องมานั่งติดแหง็กอยู่ตรงนี้”
25 กุมภาพันธ์ 2022 เนตรชนกและสามีเก็บสัมภาระเท่าที่พอจะขนไปได้ และทิ้งทรัพย์สินจากน้ำพักน้ำแรงของทั้งสองไว้เบื้องหลัง ทั้งคู่กระโจนขึ้นรถไฟที่เบียดเสียดไปด้วยผู้คนที่หนีความตาย มุ่งหน้าสู่เมืองลวิวเมืองทางตะวันตกของยูเครน ที่มีชายแดนติดกับประเทศโปแลนด์ หนึ่งในเมืองที่ปลอดภัยที่สุดตอนนี้
ชีวิตของเธอและสามีไปสุดทางได้เพียงเท่านี้ เมื่อรัฐบาลยูเครนออกกฎหมายห้ามผู้ชายยูเครนทุกคนเดินทางออกจากประเทศ เนตรชนกต้องเลือกระหว่างการเอาชีวิตรอดกับความรัก
“เราทิ้งเขาไม่ได้ ความรักให้อธิบายออกมาเป็นคำพูดมันยากนะ แต่ถ้าวันนี้เราอยู่เมืองไทยเราคงต้องนั่งคิดถึงเขาทุกวัน ว่าสามีเราจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร เราอยากอยู่เคียงข้างเขา การอยู่เคียงข้างกันและจับมือกัน จะเป็นกำลังใจให้กันมากกว่าที่เราจะอยู่ห่างกัน”
Ukrainian servicemen get ready to repel an attack in Ukraine’s Lugansk region on February 24, 2022. – Russian President Vladimir Putin launched a full-scale invasion of Ukraine on Thursday, killing dozens and forcing hundreds to flee for their lives in the pro-Western neighbour. Russian air strikes hit military facilities across the country and ground forces moved in from the north, south and east, triggering condemnation from Western leaders and warnings of massive sanctions. (Photo by Anatolii STEPANOV / AFP)
เนตรชนกปฏิเสธการเดินทางกลับประเทศไทย ตามความช่วยเหลือของสถานทูตไทย เธอกล่าวกับเราอย่างหนักแน่นว่าตัดสินใจอย่างที่ดีที่สุดแล้ว ที่เลือกอยู่เคียงข้างสามีชาวยูเครน ความรักของพวกเขาเพิ่งผ่านพิธีการแต่งงานมา 5 เดือน ฝ่ายชายทุ่มนำเงินทั้งหมดไปซื้ออะพาร์ตเมนต์ไว้สำหรับอาศัยอยู่ด้วยกัน แต่ยังไม่ทันได้เข้าอยู่ สงครามก็ดับฝันที่วาดไว้ของทั้งคู่จนหมดสิ้น เหตุการณ์นี้กระทบต่อจิตใจสามีของเนตรชนกอย่างรุนแรง
“มันหนักเหมือนกันนะกับสิ่งที่เจอ สามีเราปกติป่วยเป็นโรคซึมเศร้าอยู่แล้ว พอเขามาเจอเหตุการณ์แบบนี้มันหนักสำหรับเขา เราต้องกลายเป็นคนที่เข้มแข็งให้มากที่สุด เพื่อที่จะปลอบโยนเขา ตอนนี้ถ้าเขาถูกเรียกตัวไปเป็นทหาร เขาคงต้องพลีชีพแน่นอน เพราะจิตใจเขาเริ่มพูดถึงเรื่องไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว”
โดยเมื่อวันที่ 3 มีนาคมที่ผ่านมา เนตรชนกและสามีได้รับการช่วยเหลือจากคนไทยในยูเครน ให้มาพักอาศัยในอะพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งร่วมกับอีกหนึ่งครอบครัว เธอเล่าสถานการณ์ความเป็นไปตอนนี้ในยูเครนให้ฟังว่า
“ในยูเครนไม่หลงเหลือพื้นที่ไหนที่จะปลอดภัย เสียงไซเรนพร้อมที่จะดังอยู่ตลอด และเมื่อได้ยินเสียง เราต้องรีบลงไปข้างล่าง เพื่อไปหลบอยู่ในหลุมหลบภัย และตอนนี้คนยังคงทยอยอพยพมาจากทางฝั่งตะวันออกอยู่เรื่อย ๆ นอกจากนี้เรายังได้รับข่าวว่า รัสเซียมีการใช้เครื่องบินทิ้งระเบิด ตรงบริเวณทางรถไฟ”
หากสักวันหนึ่งสงครามสิ้นสุดลง เธอและสามีวางแผนว่าจะหาทางกลับมาอยู่ที่เมืองไทย เพราะว่าตอนนี้สามีของเธอถอดใจกับการอยู่ในประเทศแห่งนี้ ความสงบสุขเป็นเป้าหมายสูงสุดในชีวิตของเหล่าผู้คนที่ผ่านความหวาดกลัวจากสงคราม
“ต่อให้ยูเครนชนะสงครามครั้งนี้ เขาก็ไม่อยากที่จะอยู่ที่นี่แล้ว เขาต้องการความสงบและเขามองว่าประเทศไทยให้สิ่งนี้กับเขาได้”
แต่ความฝันของสามีเธอค่อย ๆ ริบหรี่ เมื่อไม่อาจคาดเดาได้เลยว่ากองทัพยูเครนจะเรียกตัวเข้ากองทัพเมื่อใด
“สงครามของจริงมันโหดร้าย เหมือนกับสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์กระทำต่อมนุษย์ เราผิดหวังในคนสั่งการสงครามครั้งนี้ว่า คุณจะทำลายเมืองทำลายประเทศนี้ แต่พอคุณทำลายไม่ได้ คุณก็ใช้อาวุธร้ายแรง มาโจมตีจุดที่ประชาชนอาศัยอยู่ เพื่อกดดันรัฐบาลยูเครนให้ยอมแพ้ มันคือโศกนาฏกรรม
“สงครามมันไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมานั่งเชียร์กันเหมือนฟุตบอล มันไม่ใช่เรื่องที่ฝั่งหนึ่งเชียร์ยูเครน อีกฝั่งเชียร์รัสเซีย เราเห็นมากับตาแล้วว่า สงครามที่เกิดขึ้น มันคือความสูญเสียมันคือสิ่งที่น่าสลดใจ
“แต่เราไม่เคยคิดว่าตัวเองตัดสินใจผิดที่เลือกเดินทางมาที่นี่ การที่เราได้รักได้แต่งงานกับแฟน คือสิ่งน่ายินดีที่ทางเดินชีวิตเราได้แต่งงานกับคนที่เรารัก”
ภาพจาก Facebook: Nok Netchanok ภาพจาก Facebook: Nok Netchanok ภาพจาก Facebook: Nok Netchanok
18 ปีรักในยูเครน
เสียงคนยูเครนตะโกนร้อง “ยูเครนจงเจริญ” พวกเขาต่างตบเท้าเดินกันเต็มถนน ผสมกับภาพเศษซากปรักหักพังของเมืองที่ครั้งหนึ่งเคยสงบสุข ควันไฟพวยพุ่งอยู่บนเศษซากเหล่านั้น
แม้จะยังไม่พบภาพหรือเสียงร่ำไห้หมดหวังของชาวยูเครน จากคลิปวิดีโอที่ ยิว ดวงกมล ส่งมา วันนี้ชาวยูเครนยังมีความหวังว่าพวกเขาจะพบสันติสุขที่ปลายทางของสงคราม แต่การเดิมพันกับสงครามที่พวกเขาไม่ได้ก่อขึ้น เป็นเรื่องยากเกินคาดเดา
ดวงกมลเป็นคนไทยอีกคนหนึ่งที่ตอนนี้อาศัยอยู่ในเมือง Dnipro ตั้งอยู่ทางภาคกลางของประเทศยูเครน เธออาศัยอยู่ที่นี่ได้ 18 ปีแล้ว พร้อมกับสามีและลูกสาวอีก 2 คน สำหรับเธอการอพยพออกมานั้นไม่ใช่เรื่องง่าย
“การอพยพออกไปมีค่าใช้จ่ายที่สูง ลูกเรายังเด็กถ้าจะขับรถออกไปก็อันตราย และถ้าน้ำมันหมดเราต้องไปต่อแถวยาวมากเพื่อจะเติมน้ำมัน มันมีข้อจำกัดหลายอย่างทั้งถนนหลายเส้นก็ปิด”
ดวงกมลอยู่ด้วยความหวังเฉกเช่นเดียวกันกับคนยูเครนคนอื่น เป็นความหวังที่มองโลกว่ามนุษย์ด้วยกันคงไม่โหดร้ายต่อกันไปมากกว่านี้
“ลึก ๆ ในใจทุกคนกลัวแต่ไม่มีใครพูดออกมา ทุกคนพร้อมจะสู้กับรัสเซีย ไม่ยอมไปเป็นรัสเซีย เมืองที่เราอยู่คนร้อยละ 80 พูดภาษารัสเซียกัน คนยูเครนเคยบอกว่าถึงพวกเราจะพูดภาษารัสเซียแต่เราเป็นคนยูเครน ปูตินไม่ต้องมาคิดแทนว่าพวกเราว่าอยากจะไปเป็นคนรัสเซีย”
และเหมือนดังที่เนตรชนกบอกกับเราในตอนต้น ก่อนการเกิดขึ้นของสงคราม คนยูเครนแทบไม่มีใครเชื่อว่าสงครามจะหนักขนาดนี้ จึงไม่มีการกักตุนน้ำและอาหาร
“ถ้าพูดถึงสงครามพวกเราชินกันแล้ว เพราะมันมีสงครามอยู่ในพื้นที่ขัดแย้งมาแปดปี เขายิงกันทุกวัน ออกข่าวบ้างไม่ออกข่าวบ้าง แต่สู้รบเกือบทุกวัน คนส่วนใหญ่เลยคิดว่าถ้ามีสงครามก็คงอยู่ที่ตรงเขตที่เขาขัดเแย้งกัน”
Black smoke rises from a military airport in Chuguyev near Kharkiv on February 24, 2022. – Russian President Vladimir Putin announced a military operation in Ukraine on Thursday with explosions heard soon after across the country and its foreign minister warning a “full-scale invasion” was underway. (Photo by Aris Messinis / AFP)
และเมื่อไม่ได้มีการเตรียมพร้อม สถานการณ์ความเป็นอยู่ภายใต้สงครามจึงเต็มไปด้วยความยากลำบาก รายได้ของครอบครัวดวงกมลเท่ากับศูนย์ ร้านค้าตอนนี้รับชำระเงินแต่เพียงเงินสดเท่านั้น และการมีเงินอยู่ในบัตร ATM ก็สามารถนำมาใช้ได้อย่างยากลำบาก
“ตู้เอทีเอ็มเงินหมดเกือบทุกตู้ บางตู้ที่มีเงินคนต่อแถวเยอะมาก และจำกัดวงเงินห้ามกดเกิน 3,000 ฮรีฟเนีย เมื่อสองวันก่อนเราไปยืนรอกดเงินสองชั่วโมง ได้มา 3,000 คนหลังจากเราเขากดได้แค่ 2,000 เพราะเงินจะหมดตู้แล้ว
“ชีวิตเปลี่ยนไปเยอะมาก ลูกไม่ได้ไปโรงเรียนทุกอย่างปิดหมด เศรษฐกิจล่มสลาย ความสุขของคนที่เคยมีก็ไม่มี บางคนบ้านแตกสาแหรกขาด ถ้าสามีเราต้องไปเป็นทหารมันคือสิ่งที่ปวดใจ เพราะเราไม่รู้ว่าเขาจะได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีกไหม”
สำหรับครอบครัวดวงกมลตอนนี้ กำลังใจที่มีให้ซึ่งกันและกันเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
“เราต้องเรียนรู้และอยู่กับมันให้ได้เพราะว่าเรายังมีลูกสาว ต้องแสดงให้เขาเห็นว่า เราเข้มแข็ง สู้ ไม่กลัว เขาจะได้เข้มแข็งไปกับเรา คนยูเครนเขาก็หวังว่าทุกอย่างจะจบในเร็ว ๆ นี้ แต่มันได้แค่หวังเพราะเราไม่รู้เลยว่าจะจบลงเมื่อใด”
และอย่างที่เราเห็นในข่าวสาร เหตุผลสำคัญที่ทำให้รัสเซียไม่สามารถบุกและยึดครองประเทศยูเครนได้อย่างง่ายดายนั้น ส่วนหนึ่งเกิดจากการร่วมแรงร่วมใจกันต่อต้านจากชาวยูเครน ดวงกมลก็เป็นส่วนหนึ่งเข้าช่วยเหลือทหารที่บาดเจ็บ และถูกส่งตัวมาที่เมือง Dnipro ที่เธออาศัยอยู่ โดยการทำอาหารไปให้ทหารเหล่านั้น
“18 ปีที่อยู่ยูเครน ประเทศแห่งนี้ผูกพันกับเรามาก เรามีบ้านมีครอบครัวที่อบอุ่น ที่จริงแล้วยูเครนเป็นประเทศที่สงบสุขมีประชาธิปไตย เรารักประเทศนี้และคิดว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของยูเครน
“ยังหวังลึก ๆ ว่าจะเจรจากันหาทางออกได้ แต่ถ้าหมดหนทางจริง ๆ คนยูเครนคงจะต้องสู้กันให้ถึงที่สุดแบบไม่กลัวตาย”
ภาพถ่ายจากดวงกมล เธอกล่าวว่าตอนนี้อาหารเริ่มหาซื้อได้ยากและขาดแคลน สิ่งของที่ดวงกมลหาซื้อมาได้ในวันที่ 3 มีนาคม 2022
ตอนนี้จากข้อมูลของเนตรชนก มีผู้หญิงไทยอย่างน้อย 21 คน ที่ยังคงติดอยู่ในประเทศยูเครน เพราะไม่สามารถละทิ้งครอบครัวได้ ความรักเป็นสิ่งงดงามและยิ่งใหญ่ สงครามเป็นสิ่งที่บดทำลายทั้งชีวิตและจิตใจของผู้คน
แต่สำหรับคนยูเครนในตอนนี้ อาจจะกล่าวได้ว่าพวกเขาเหลือเพียงความรักกำลังใจ และความเชื่อใจซึ่งกันและกัน ในการเข้าต่อสู้กับสงครามที่พวกเขาด้อยกว่าในกำลังพลและยุทโธปกรณ์ ดังที่เพื่อนบ้านคนหนึ่งของดวงกมล ส่งสารข้ามแดนไกลมาถึงเราว่า
“Меня зовут Мазуренко Ольга. Я Украинка и очень горжусь этим. Наш президент настоящий лидер, он лучший. Наши Вооруженные силы- лучшие! Я и моя семья верим в победу! Верим в президента! Мы победим! Слава Украине!”
“ฉันชื่อมาซูเรนโก โอลก้า ฉันเป็นคนยูเครนและภูมิใจกับมันมาก ตอนนี้ประธานาธิบดีของเราเป็นผู้นำที่แท้จริง เขาเป็นคนที่ดีที่สุด กองทัพของเราดีที่สุด! ฉันและครอบครัวเชื่อในชัยชนะ! เราเชื่อในประธานาธิบดี! เราจะชนะ! ยูเครนจะรุ่งโรจน์!”
แต่ ! ก็ใช่ว่าคนยูเครนทุกคนจะมีสภาพจิตใจและร่างกายที่พร้อมกับการสู้รบในครั้งนี้ โดยในระหว่างที่เรากำลังเขียนบทความชิ้นนี้เสร็จลง เนตรชนกส่งข้อความมาบอกเราว่า
“เขากำลังจะจับสามีเราไปเป็นทหาร ตอนนี้เขากำลังบังคับทุกคน”
“หนูพูดกับสามีคำหนึ่งว่า ถ้าหากจะเกิดอะไรขึ้นตายก็ตายด้วยกันนะ ถ้าจะออกจากประเทศนี้ไม่ได้ก็จะอยู่ด้วยกันทั้งสองคนแบบนี้ แต่จริง ๆ สามีเราเขาก็ไม่เคยรั้งเราไว้ ถ้าหนูได้ก้าวออกไป ถ้าทิ้งเขาเราคิดว่าเขาคงฆ่าตัวตาย เพราะด้วยสภาวะที่เขากำลังเผชิญ”
แม้สงครามจะเป็นเรื่องที่ใครหลายคนพยายามวิเคราะห์พิจารณาหาเหตุผล ทั้งจากฝั่งที่พยายามวิเคราะห์และสร้างความเข้าใจว่าทำไม วลาดีมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซียถึงเลือกบุกยูเครน หรือทั้งจากฝั่งตะวันตกที่พยายามพายูเครนเข้าเป็นหนึ่งในสมาชิก “นาโต” อันจะเกิดทั้งผลดีและผลเสียที่จะตามมาดังที่หลายคนอธิบาย
สาเหตุมีมากมายสำหรับใช้อธิบายการเกิดขึ้นของสงคราม แต่ผลลัพธ์ของสงครามนั้นมีเพียงหนึ่งเดียว คือความสูญเสียและความโหดร้ายที่เกิดขึ้นกับประชาชน และความรักอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะยุติสงคราม