“พ่อแม่ของพวกเขามาไม่ได้
จากสถานการณ์ในประเทศเมียนมาตอนนี้
ให้ญาติที่อยู่ใกล้ที่สุดเขียนใบมอบอำนาจมาได้ไหม”
จอ ซิน ถามกับผู้แทนกระทรวงแรงงาน หลังเหตุการณ์อาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินถล่มได้ 1 วัน (29 มี.ค.2568) บรรยากาศในแคมป์คนงานก่อสร้างแห่งหนึ่ง ผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ซึ่งอยู่ในสภาพจิตใจย่ำแย่ หนึ่งในคนงานก่อสร้างชาวไทย กล่าวพร้อมน้ำตาว่า เขาเดินทางไปที่ซากอาคารทุกวัน เพราะเขารู้ว่าภรรยาอยู่ที่นั่น
หอบเอกสาร 11 เพื่อนร่วมงานที่สูญหาย ใต้ซากตึกสตง.
จากการลงพื้นที่ของ สุธาสินี แก้วเหล็กไหล ผู้จัดการมูลนิธิเพื่อสิทธิแรงงาน พบว่าในแคมป์ก่อสร้างแห่งนี้มีแรงงาน 15 ครอบครัวที่อาศัยอยู่ร่วมกัน พวกเขาเหลือหม้อหุงข้าวแค่เพียง 1 ใบ เนื่องจากคนงานก่อสร้างมักจะหิ้วหม้อหุงข้าว และของใช้ส่วนตัวต่าง ๆ ไปสถานที่ทำงานในไซต์งานก่อสร้างด้วย เหตุการณ์อาคารถล่มโดยไม่ทันตั้งตัว ทำให้ทุกคนวิ่งหนีเอาชีวิตรอด โดยทิ้งข้าวของเครื่องใช้ทั้งหมดภายใต้ซากปรักหักพังของอาคาร
1 วันให้หลังจากที่สุธาสินีส่งสิ่งของที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตให้แรงงานกลุ่มนี้ เธอพบว่าแรงงานมีความกังวลในหลายส่วน อาทิ เกิดความกังวลว่าการเข้ามาของเธอจะทำให้พวกเขามีปัญหากับทางนายจ้าง และกระบวนการเยียวยาที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ ว่าจะครอบคลุมไปถึงแรงงานหลายคนที่เอกสารสูญหายไประหว่างการหนีเอาชีวิตรอดหรือไม่
ในวันที่ 1 เม.ย.68 มีแรงงานภายในแคมป์ก่อสร้าง 2 คน ตัดสินใจหอบหิ้วเอกสารของเพื่อนร่วมงานที่สูญหายไปทั้งหมด 11 คน เดินทางไปพบกับตัวแทนของกระทรวงแรงงาน ซึ่งเปิดศูนย์ประสานงานและช่วยเหลือแรงงานและผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหว ฝั่งตรงข้ามกับอาคารที่ถล่มลงมา แรงงาน 2 คนไปที่นั่นเพื่อขอความช่วยเหลือทั้งเรื่องติดตามเพื่อนร่วมงานที่สูญหาย และไม่มีบุคคลรับรอง รวมทั้งเรื่องของสิทธิแรงงานที่พวกเขามีโอกาสเสี่ยงที่จะตกงาน
“พวกผมไม่มีโอกาสเห็นหน้าร่างที่ถูกเก็บกู้ออกมาเลย แล้วจะมั่นใจได้อย่างไรว่า ใช่ หรือไม่ใช่เพื่อนของพวกผม” มิน เท็ตกล่าว
ภายในศูนย์ประสานงานที่มีเจ้าหน้าที่จากกระทรวงแรงงาน 3 คน พร้อมล่ามอีก 1 คนให้บริการ มิน เท็ตและจอ ซิน (นามสมมุติเพื่อความปลอดภัยของแหล่งข่าว) หยิบเอกสารปึกใหญ่ออกมาจากกระเป๋าสะพาย เป็นเอกสารของเพื่อนร่วมงานทั้ง 11 คนของเขาที่สูญหายไป
ทั้งสองกล่าวว่า บริษัทนายจ้างของเขามีแรงงานก่อสร้างที่เข้าไปทำงานก่อสร้างอาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินทั้งหมด 62 คน มีคนที่สูญหาย 11 คน ซึ่งตอนนี้ได้พบศพแล้ว 3 คน มิน เท็ตพูดผ่านล่ามไปยังตัวแทนของกระทรวงแรงงาน เขาแสดงความประสงค์อยากเห็นร่างคนที่ช่วยเหลือออกมาได้ เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นเพื่อนร่วมงานของเขา และเพื่อแจ้งกับทางครอบครัวของผู้เสียชีวิต
สุธาสินี แก้วเหล็กไหล ผู้จัดการมูลนิธิเพื่อสิทธิแรงงาน
ความคับข้องที่ยัง ‘รอ’ การพิสูจน์ เงื่อนไขพิเศษที่ ‘เข้าไม่ถึงการเยียวยา’
ตัวแทนจากกระทรวงแรงงานได้ชี้แจงว่า เนื่องจากภายหลังการนำร่างออกมาได้แล้ว จำเป็นต้องมีขั้นตอนการพิสูจน์อัตลักษณ์ รวมทั้งข้อมูลของนายจ้างเพื่อให้ข้อมูลสอดคล้องกันทั้งหมด ทางกระทรวงฯ จึงอยากขอความร่วมมือให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้เสียชีวิตรอการพิสูจน์ให้แน่ชัดเสียก่อน
นอกจากนี้ทางมิน เท็ตและจอ ซิน ยังแสดงความเป็นกังวล ว่าผู้สูญหายและเสียชีวิตที่เป็นกลุ่มแรงงานข้ามชาติส่วนใหญ่ ผู้รับมอบอำนาจตามกฎหมายเพื่อรับสิทธิหลังเสียชีวิตไม่ได้อาศัยอยู่ในเมืองไทย เช่น บิดาหรือมารดา รวมทั้งสามีหรือภรรยา แถมส่วนใหญ่ ไม่มีเอกสาร ใบสำคัญสมรส ทำให้ยากต่อการขอความช่วยเหลือและรับการเยียวยา
ปัญหาที่แรงงานก่อสร้างกลุ่มนี้ประสบอยู่คือ การที่พวกเขาเดินทางไปยังสถานีตำรวจหรือโรงพยาบาล เพื่อแจ้งว่าเป็นเพื่อนร่วมงานของผู้เสียชีวิตหรือสูญหาย แต่ทางการจำเป็นต้องให้ญาติพี่น้อง(ญาติสายตรง) ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจตามกฎหมายเท่านั้นที่จะสามารถเป็นคนดำเนินเรื่องได้ แต่วิถีชีวิตของแรงงานข้ามชาติส่วนใหญ่ พวกเขามักเดินทางเข้ามาทำงานตัวคนเดียว ในขณะที่ครอบครัวยังคงอาศัยอยู่ในประเทศเมียนมา และเผชิญเหตุรุนแรงจากแผ่นดินไหวอยู่ตอนนี้
ถึงตอนนี้กระทรวงแรงงานยังไม่มีข้อสรุปหรือมาตรการในการช่วยเหลือ ในกรณีที่แรงงานที่เสียชีวิตไม่มีญาติพี่น้องอยู่ในประเทศไทย ทางด้านสุธาสินีได้เสนอว่า เงื่อนไขปกติของกฎหมายตอนนี้ เป็นปัญหาต่อกลุ่มแรงงานข้ามชาติในเรื่องรับเงินชดเชยจากกองทุนทดแทน (สำนักงานประกันสังคม) อย่างแน่นอน เพราะสิทธิประโยชน์ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าผู้ได้รับสิทธิประโยชน์ในกรณีที่แรงงานเสียชีวิตหรือสูญหาย ต้องเป็น บิดา มารดา และภรรยาที่จดทะเบียนสมรส และทายาทที่ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น
รวมทั้งเงื่อนไขพิเศษที่สำนักงานประกันสังคมตั้งขึ้นมาสำหรับกลุ่มแรงงานข้ามชาติ ไม่ว่าจะเป็นเอกสารการเดินทาง ใบอนุญาตทำงาน วีซ่า และข้อมูลนายจ้างต่าง ๆ ซึ่งแตกต่างจากกรณีที่แรงงานไทยสามารถยื่นได้โดยใช้บัตรประจำตัวประชาชนแค่เพียงใบเดียว ดังนั้นจึงเป็นเงื่อนไขที่ทำให้ทั้งตัวแรงงานข้ามชาติ หรือทายาท ทำให้พวกเขาเข้าไม่ถึงการเยียวยาจากกองทุนเงินทดแทนได้
สิทธิของแรงงานที่ถูกพราก เมื่อการหยุดงานไม่มีกำหนด
“ตอนนี้พวกผมต้องหยุดงานแบบนี้ พวกผมสามารถเรียกร้องอะไรได้บ้าง” นอกจากเรื่องเอกสารแล้ว แรงงานยังมีความกังวลเรื่องสถานะของตนเองในระบบประกันสังคมอีกด้วย มิน เท็ตกล่าวว่าตั้งแต่วันที่ 29 มี.ค. เป็นต้นมาพวกเขาถูกให้หยุดทำงานอย่างไม่มีกำหนด ทั้งยังแสดงความไม่มั่นใจว่าตนเองอยู่ในระบบประกันสังคมหรือไม่ พวกเขารู้เพียงว่าในทุก ๆ เดือนนายจ้างจะหักเงินค่าจ้างส่วนหนึ่งของพวกเขาไป โดยมิน เท็ตได้แสดงบัตรประกันอุบัติเหตุเอกชนที่นายจ้างระบุว่า สำหรับใช้ในกรณีเกิดอุบัติเหตุจากการทำงาน ซึ่งเป็นคนละส่วนกับประกันสังคม
แม้พวกเขาจะเป็นแรงงานตามระบบ MOU (ความร่วมมือด้านการจ้างงานระหว่างประเทศไทยกับประเทศเมียนมา ลาว กัมพูชา เวียดนาม) อีกทั้งยังมี CI หรือหนังสือรับรองสถานะบุคคล ซึ่งเป็นสิ่งยืนยันว่าพวกเขาเป็นแรงงานที่เข้ามาทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย รวมทั้ง CI คือ หนังสือรับรองสถานะบุคคล เป็นเอกสารที่แสดงการรับรองสัญชาติเมียนมา
โดยกระทรวงแรงงานได้ตอบคำถามนี้แก่ มิน เท็ตและจอ ซิน ว่าในกรณีที่พวกเขาประสงค์ที่จะทำงาน แต่นายจ้างไม่มีงานให้ทำ ถือว่าเป็นสิทธิของแรงงานในการได้รับค่าจ้างตามปกติ โดยถ้าหากนายจ้างไม่จ่ายเงินสามารถมาเขียนคำร้องต่อกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานได้ รวมทั้งการเปลี่ยนนายจ้างจะกระทำได้ต่อเมื่อ นายจ้างเลิกจ้างหรือเสียชีวิต, นายจ้างกระทำทารุณกรรมหรือทำร้ายร่างกาย, นายจ้างไม่ปฏิบัติตามสัญญาจ้างงาน, นายจ้างล้มละลายหรือหยุดกิจการ, สภาพการทำงานไม่ปลอดภัย, และนายจ้างใหม่ยินยอมชดใช้ค่าเสียหายให้นายจ้างเดิม เท่านั้น
โดยทางมิน เท็ต แสดงความเป็นกังวลต่อว่าหากนายจ้างของเขาไม่ได้นำพวกเขาเข้าสู่ระบบประกันสังคม จะทำให้เพื่อนร่วมงานของเขาที่เสียชีวิตได้รับเงินชดเชยหรือไม่
สมศักดิ์ พรหมดำ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน ที่ได้เดินทางลงมายังพื้นที่ก็ได้ให้ความมั่นใจกับกลุ่มแรงงานที่ได้รับผลกระทบว่า ‘หากพวกเขาเป็นคนงานที่ทำงานอยู่ภายในอาคารดังกล่าว’ ทางกระทรวงแรงงานจะเข้าไปดูแล
ด้านสุธาสินีที่ทำงานคลุกคลีกับกลุ่มแรงงานข้ามชาติมาเป็นเวลานาน ก็ได้ตั้งข้อเกตเพิ่มเติมว่า นอกจากรายชื่อแรงงานที่ทำงานกับผู้รับเหมาในอาคารดังกล่าวที่เปิดเผยออกมาแล้ว เธออยากให้ทางกระทรวงแรงงานตรวจสอบ กลุ่มคนงานที่ทำงานรับจ้างรายวันที่ไม่ได้มีนายจ้างประจำ ซึ่งสุธาสินีคาดการณ์ว่าจำนวนรายชื่อของผู้สูญหายอาจจะมีมากกว่า โดยทางตัวแทนกระทรวงแรงงานก็ได้ตอบกลับว่า ตอนนี้ได้เรียกนายจ้างที่เป็นผู้รับเหมาทั้งหมดในอาคาร เข้ามาพูดคุยรายละเอียดแล้ว
‘กินไม่ได้ นอนไม่หลับ’ ปัญหาสุขภาพจิตที่ไม่อาจมองข้าม
ฝั่งตรงข้ามกับบริเวณอาคารที่ถล่มลงมา ครอบครัวของผู้สูญหายจำนวน 4-5 ครอบครัว ยังคงเฝ้ารอผู้สูญหายอยู่ทุกวัน ครอบครัวหนึ่งเดินทางมาจาก จ.เพชรบูรณ์ พวกเขาเล่าว่ามีสมาชิกในครอบครัว 1 คน ทำงานเป็นช่างไฟอยู่ภายในอาคารที่ถล่มลงมา พวกเขามาเฝ้ารอตั้งแต่วันที่ 29 มี.ค. ที่ผ่านมา จนกระทั่งวันนี้เวลาผ่านไป 5 วันแล้ว ก็ยังไม่ได้รับการยืนยันร่างของผู้สูญหาย
ในอีกมุมหนึ่งสุธาสินี แสดงความเป็นกังวลต่อสภาพจิตใจของผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในครั้งนี้ เธอเล่าประสบการณ์ที่เธอเดินทางเข้าไปเยี่ยมแรงงานในแคมป์งานก่อสร้างว่า มีชายคนหนึ่งที่ภรรยาติดอยู่ภายใต้ซากของอาคารอยู่ในสภาวะกินไม่ได้ นอนไม่หลับ ในขณะที่ตัวหัวหน้างานออกเดินทางไปยังบริเวณอาคารที่ถล่มทุกวัน เพื่อรอคอยเพื่อนร่วมงานของเขา
“เราลองนึกภาพคนที่อยู่ในเหตุการณ์ เห็นอาคารถล่มและคนที่เขารักอยู่ในนั้น เราเป็นห่วงเรื่องสุขภาพจิตของแรงงานกลุ่มนี้ มันคือความรุนแรงทางจิตใจที่พวกเขาต้องเผชิญ”
สุธาสินีกล่าวว่า เพื่อช่วยเหลือแรงงานกลุ่มนี้ ภาครัฐและภาคประชาสังคมต้องทำงานร่วมกันให้ได้มากยิ่งขึ้น แต่อัปเดตสถานการณ์ล่าสุดพบว่าในวันนี้ (2 เม.ย.68) มีการเคลียร์พื้นที่บริเวณศูนย์ประสานงานและช่วยเหลือแรงงาน ทำให้เกิดความสับสนและยังไม่มีคำตอบสำหรับแรงงานที่ได้รับผลกระทบและต้องการความช่วยเหลือว่าพวกเขาจะไปร้องเรียนที่ใด
สุธาสินีให้ข้อเสนอว่า ภาครัฐควรมีจุด One stop service ที่หน่วยงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น กระทรวงแรงงาน, สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (แรงงานบางส่วนเอกสารสูญหายระหว่างเกิดอุบัติเหตุ), กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รวมทั้งภาคประชาสังคมที่มีนักกฎหมายและล่ามที่สามารถคอยสนับสนุนงานของภาครัฐ นอกจากนี้ควรมีการพูดคุยสามฝ่ายให้นายจ้าง ลูกจ้างที่อยู่ไซต์งาน และกระทรวงแรงงานเพื่อช่วยเหลือและให้ข้อมูลแก่แรงงานกลุ่มนี้ให้สามารถผ่านช่วงเวลาเหล่านี้ไปได้
เรื่อง/สัมภาษณ์ โดย เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (Migrant Working Group – MWG )