“แม่ไม่อยากใช้คำพูดนี้นะ” เหมือนกับการถูกฆ่าให้ตายซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันไม่ใช่การฆาตกรรมที่หน้า สน.ดินแดง แต่คือการฆ่าชีวิตแม่โดยตรง เราเป็นแม่แต่หาความยุติธรรมให้ลูกตัวเองไม่ได้ (ร้องไห้) มันคือความรู้สึกที่เราช่วยลูกเราไม่ได้ ภาพที่เขาโดนยิงยังอยู่ในหัวแม่ทุกคืน อยู่ในหัวอกแม่คนนึง ทุก ๆ เวลาที่เรานึกถึง

“1 ปีที่กำลังเวียนมาถึงบีบหัวใจแม่มาก จริง ๆ มันบีบใจทุกวัน ยิ่งใกล้ครบ 1 ปีที่น้องโดนยิงอยู่ใน รพ.จนเสียชีวิต ยิ่งรู้สึกไม่มีความหวัง มีมือที่ยื่นเข้ามาช่วยเราน้อยคนมาก มีคนสนใจคดีน้องน้อยคนมาก ความยุติธรรมของน้องกำลังหายไป กลับสู่วงจรของสังคมเดิม ๆ ว่าถ้าใครโดนคดีแบบนี้ เดี๋ยวก็เลือนรางจางหายไปเอง 

“แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ได้หายไปเลยคือความรู้สึกแม่ ตั้งแต่วันที่เห็นภาพลูกล้มลงหน้า สน.ดินแดง ภาพนั้นยังอยู่ในหัวไม่ได้หายไปไหน ยังทิ้งความรู้สึกแย่ ๆ ไว้ในใจแม่อยู่เสมอ” 

“เราเหนื่อยและหมดความเชื่อมั่นตำรวจไทย มันนานเกินไปสำหรับการทำสำนวนคดี แม่มีความรู้สึกเหมือนเขาจะยืดระยะเวลาไปเรื่อย ๆ ถ้าโอนย้ายคดีให้ DSI หรือทีมสอบสวนกลางได้ แม่ว่าคงจะมีความหวังมากกว่านี้ แต่แรงเราไม่ถึง ไม่มีใครที่เข้ามาช่วยเหลือคดีนี้อย่างจริงจัง”

เสียงจากนิภาพร สมน้อย แม่ของวาฤทธิ์ สมน้อย เยาวชนที่ถูกยิงเสียชีวิตเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2564 หน้า สน.ดินแดง จากการออกมาชุมนุมเรียกร้องให้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรี

อีก 2 เดือนข้างหน้าจะครบรอบ 1 ปี เหตุการณ์ที่วาฤทธิ์ สมน้อย ถูกยิง De/code ติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอด จนถึงวันนี้คดีความยังไม่สั่งฟ้อง คนผิดยังคงลอยนวลใช้ชีวิตอยู่ในสังคม

จากการลงพื้นที่ทำงานสืบค้นเรื่องราวของวาฤทธิ์ครั้งนี้ นำไปสู่การตั้งคำถามต่อการทำงานของ สน.ดินแดง ต่อความสัมพันธ์กับผู้กระทำผิด และข้อสงสัยต่อการทำงานว่า ทำไมถึงยังไม่ยอมส่งสำนวนคดีของวาฤทธิ์ สมน้อย ฉบับสมบูรณ์ให้สำนักอัยการ De/code รวบรวมข้อมูลข้อเท็จจริง พยาน หลักฐาน รวมถึงข้อพิรุธของคดีนี้ไว้ในเรื่องราวต่อจากนี้

ทุกอย่างถูกกำหนดไว้แล้ว ปากคำจากตำรวจผู้ดูแลสำนวนคดี

“ทุกคนถูกกำหนดไว้แล้ว ถ้าพูดกันแบบตรง ๆ วาฤทธิ์เขาอยู่จนถึงเวลาที่เขาสามารถอยู่บนโลกนี้ได้แค่นี้ ในเมื่อพระเจ้ากำหนดมาให้มีอายุขัยแค่นี้ ส่วนสาเหตุการตายก็เป็นเหตุและผลที่ทำให้เขาจากโลกนี้ไป ทุกคนต้องพบจุดจบไม่ว่าใครทั้งนั้น เราอยู่เพื่อรอความตายกันทุกคน”

De/code ต่อสายพูดคุยกับ พ.ต.ท. โสภณ  แย้มชมชื่น  รอง ผกก.(สอบสวน) สน.ดินแดง ถึงประเด็นที่ตำรวจ สน.ดินแดง ยังไม่ส่งสำนวนการสอบสวนเพิ่มเติม หลังสำนักอัยการมีหนังสือทวงถามให้ดำเนินการเป็นครั้งที่ 5 สน.ดินแดงมีเหตุผลอะไรที่จะต้องดึงคดีนี้ออกไปให้ช้าที่สุด ในเมื่อจับตัวคนร้ายได้แล้ว?

“ไม่ได้ช้าหรอก ส่งสำนวนคดีให้อัยการไปแล้วจะช้าได้อย่างไร ส่วนเขาจะให้ทางตำรวจเพิ่มเติมหลักฐานหรือไม่นั้นก็อีกเรื่องหนึ่ง ผมไม่ได้รับข้อมูลที่คุณกล่าวอ้างจะต้องไปตรวจสอบอีกที เราไม่เอาคดีมาไว้ติดมือหรอก คดีแบบนี้ติดไว้กับมือก็โดนสังคมตั้งคำถามอยู่แล้ว”

พ.ต.ท. โสภณ ให้ข้อมูลว่าไม่ทราบเรื่องที่ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 4 มีหนังสือทวงถามเรื่องส่งสำนวนเพิ่มเติมถึง 5 ครั้ง ทั้งที่เขาเป็นผู้ดูแลคดีนี้ บอกแต่เพียงว่า “เดี๋ยวคงต้องตรวจสอบดูอีกที”

“สำหรับผมการทำอะไรที่รีบร้อนเกินไป อาจจะเกิดปัญหาขึ้นได้ เพราะการเร่งรีบอาจก่อให้เกิดความผิดพลาด”

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2564 ทางตำรวจของกองบัญชาการตำรวจนครบาลได้มีแถลงการณ์จับกุม ชุติพงษ์ ทิศกระโทก หรือแบงก์ อายุ 28 ปี (สน.ดินแดงไม่ได้เป็นคนจับกุม) โดยมีการอ้างว่าชุติพงษ์คือคนลงมือก่อเหตุยิง วาฤทธิ์ สมน้อย ก่อนเจ้าตัวปฏิเสธข้อกล่าวหาและได้รับการประกันตัว

“คุณไม่ต้องกลัวผมเชื่อเรื่องความยุติธรรม คนเราถ้าทำไม่ถูกต้องจะต้องถูกพระเจ้าลงโทษ ผมคงไม่มาทำบาปเพราะเรื่องไม่เป็นเรื่อง ผมจะไม่เข้าข้างใครทั้งนั้น  มีคนเคยบอกผมว่า ‘เรื่องทุกอย่าง ทุกคดี ทุกความสูญเสีย ถ้าเกิดกับครอบครัวเราบ้างจะคิดอย่างไร’ ดังนั้น “ผมจะต้องทำให้ดีที่สุด”

หลังจากวันนั้นสังคม และทุกคนที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ ไม่มีใครรู้เลยว่าชุติพงษ์ไปอยู่ไหน และตำรวจจับกุมผู้ร่วมก่อเหตุคนอื่น ๆ ได้หรือยัง?

พ.ต.ท. โสภณ พยายามสร้างความมั่นใจ และกล่าวกับเราว่าอย่านำเรื่องนี้ไปเปรียบเทียบกับคดีอื่น

“ผู้ต้องหามีทั้งหมด 2 คน ตอนนี้จับได้แค่คนเดียว ตอนนี้เขาไม่ได้อยู่ในการควบคุมของตำรวจ เราส่งอัยการไปแล้ว จะสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องขึ้นอยู่กับอัยการ

“ตราบใดที่ยังไม่มีพยานหลักฐานว่า สน.ดินแดงมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดี เราจะไปกล่าวหาใครไม่ได้หรอก ทุกอย่างจะเป็นไปตามพยานหลักฐาน” 

แบงก์ ชุติพงษ์ ทิศกระโทก คือหนึ่งในตัวละครสำคัญของคดีนี้ เขาเป็นใคร มีความสัมพันธ์กับ สน.ดินแดงอย่างไร?

ชุติพงษ์ ทิศกระโทก ความสัมพันธ์กับ สน.ดินแดง

2 วันให้หลังจากการพูดคุยกับ พ.ต.ท. โสภณ De/code ลงพื้นที่เขตดินแดงอีกครั้ง เพื่อหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับแบงก์ ชุติพงษ์ ทิศกระโทก แม้เราจะไม่พบเจอชุติพงษ์ แต่ก็ได้ข้อมูลชุดหนึ่งจากประชาชน 3 คนในพื้นที่ ที่ให้ข้อมูลมาตรงกัน เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของชุติพงษ์กับ สน.ดินแดง แหล่งข้อมูลคนที่ 1 กล่าวว่า

โดยแหล่งข้อมูลคนดังกล่าวได้บอกให้เราเดินไปทาง ซ.ประชาสงเคราะห์ เพราะเขาจำได้ว่าชุติพงษ์ พักอาศัยอยู่แถวนั้น จนเราได้พบเจอกับแหล่งข้อมูลอีกคน ที่เคยเห็นและพบเจอกับชุติพงษ์

“เมื่อก่อนเขาเคยเข้ามาช่วยงานตำรวจบ่อย ๆ แต่ไม่เห็นหน้าเขามาเกือบปีแล้ว” ประชาชนที่ใช้ชีวิตอยู่ใกล้เคียงกับ สน.ดินแดงกล่าว 

“ทุกวันนี้เขายังอยู่ในซอยตรงนั้น (ชี้มือ) เมื่อวานผมยังเจอเขาอยู่เลย เท่าที่ผมรู้จักเขาดูไม่ใช่นักเลงอันธพาล แต่พวกเขาเยอะเป็นเด็กวัยรุ่นทั้งนั้น เขาทำงานกับตำรวจไม่งั้นเขาอยู่ไม่ได้หรอก เขาไม่ใช่คนดินแดง แต่ผมเห็นเขามาอยู่แถวนี้ได้ 5 ปีแล้ว”

โดยเมื่อเทียบกับพื้นที่ ที่สันนิษฐานว่าเป็นที่พักของชุติพงษ์ ก็เป็นไปตามรายงานการดำเนินการศึกษากรณีความรุนแรงที่เกิดขึ้นระหว่างการชุมนุมทางการเมือง ที่ระบุว่าในวันที่ 16 สิงหาคม มีกลุ่มชายฉกรรจ์ 12  คน ออกมาทำร้ายร่างกายกลุ่มผู้ชุมนุมบริเวณปากซอยประชาสงเคราะห์ 14 ก่อนมุ่งหน้าด้วยจักรยานยนต์ ไปทางซอยประชาสงเคราะห์ 21 เพื่อเข้ามาทางหลัง สน.ดินแดง จนเป็นเหตุการณ์ที่วาฤทธิ์ถูกยิงเสียชีวิต

หากชุติพงษ์และพรรคพวก เป็นคนลงมือยิงจริง ๆ ด้วยมูลเหตุที่ตำรวจออกมาแถลงคาดว่าเกิดจากความไม่พอใจต่อผู้ชุมนุม เพียงพอแล้วจริง ๆ หรือ? และทำไมเขาถึงออกมาก่อเหตุในช่วงเวลานั้น ทั้งที่บริเวณซอยที่พักของเขาอยู่เข้าไปลึก จนอาจกล่าวได้ว่าไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ จากการชุมนุมหากไม่ได้ออกมา

และการที่เขาสามารถเข้าไปใน สน.ดินแดงได้ในช่วงเวลาดังกล่าวนั้น ประกอบกับตัวเขาเองก็มีความสัมพันธ์ ที่เคยทำงานให้กับตำรวจ สน.ดินแดง หากชุติพงษ์ลงมือก่อเหตุจริง สิ่งที่ต้องค้นหาความจริงกันต่อไปอีกคือ เขาก่อเหตุเพราะความไม่พอใจส่วนตัว หรือได้รับคำสั่งจากผู้ใดมาอีกที?

เราใช้เวลาไม่ถึง 10 นาที ลองเดินตามเส้นทางที่คาดว่าผู้ลงมือก่อเหตุยิงวาฤทธิ์ใช้ในวันนั้น จนมาบรรจบที่หน้า สน.ดินแดงอีกครั้ง ผมเปิดรูปของชุติพงษ์ ให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณ สน.ดินแดงดูอีกครั้ง เขายืนยันกลับมากับเราว่า

“เป็นเด็กตำรวจ แต่เขาไม่ได้เข้ามาที่ สน.นานแล้ว”

ยื้อเวลาให้คนลืม เพื่อปล่อยคนผิดลอยนวล

“คดีนี้เป็นคดีที่ง่ายด้วยซ้ำ แต่ก็มีเทคนิคทางการทำงาน ถ้าอยากยื้อให้คดีออกไปนานๆ ก็ทำสำนวนให้มีข้อบกพร่อง อัยการจะได้ส่งสำนวนกลับมาให้แก้ จะมีระยะเวลาที่ยื่นออกไปได้อีกโดยไม่ผิดระเบียบ”

พ.ต.ต.ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ อดีตตำรวจพิสูจน์หลักฐาน และ ส.ส. พรรคก้าวไกล รองประธานในคณะทำงานสืบหาข้อเท็จจริง (Fact finding) กรณีความรุนแรงที่เกิดขึ้นระหว่างการชุมนุมทางการเมืองบริเวณสามเหลี่ยมดินแดง ได้พูดคุยกับ De/code ถึงการเข้าไปเก็บหลักฐาน และเบาะแสที่เชื่อมโยงกับคนร้าย ชวลิตแสดงความเป็นกังวลถึงคดีนี้ว่า

“สิ่งที่ผมกลัวคือการพยายามทำสำนวนคดีให้อ่อน และตัวผู้ต้องหาก็หลุดคดี เพราะตัวพยานหลักฐานอ่อน อาจจะเป็นความตั้งใจของเขาอยู่แล้วก็ได้ ทำตามกระบวนการไปเรื่อย ๆ ยื้อเวลาให้คนลืม

โดยข้อมูลจาก รายงานการดำเนินการศึกษากรณีความรุนแรงที่เกิดขึ้นระหว่างการชุมนุมทางการเมืองในวันที่ 16 สิงหาคม 2564 ระบุว่า

คณะทำงานฯ พบหลักฐานที่ชี้ว่าในช่วงเวลาที่ ด.ช.วาฤทธิ์ถูกยิงนั้น มีกลุ่มชายฉกรรจ์ประมาณ 12 คน ที่คาดว่าหนึ่งในนั้นคือ ชุติพงษ์ ทิศกระโทก กลุ่มของเขาเริ่มทำร้ายผู้เข้าร่วมชุมนุมบนท้องถนน บริเวณซอยประชาสงเคราะห์ 14 เวลาสองทุ่มเศษ โดยมีด.ช.ธนพล อายุ 14 ปี ถูกยิงบริเวณหัวไหล่ และวัยรุ่นคนอื่น ๆ ถูกไม้จากกลุ่มชายฉกรรจ์ไล่ฟาด

20.42 น. กลุ่มชายฉกรรจ์ขี่มอเตอร์ไซต์ มุ่งหน้าไปทางซอยประชาสงเคราะห์ 21 โดยซอยนี้สามารถทะลุเข้าข้างหลัง สน.ดินแดงได้ เป็นระยะทางเพียง 480 เมตร ก่อนที่ในเวลา 20.44 น. วาฤทธิ์จะถูกยิง

จนกระทั่งเวลา 21.38 น. พบว่ามีกลุ่มชายฉกรรจ์หลายคนยืนอยู่ภายในรั้ว สน.ดินแดง โดยกลุ่มชายฉกรรจ์เหล่านี้ไม่ได้ใส่เครื่องแบบตำรวจ และมีลักษณะการแต่งกายคล้ายกับกลุ่มผู้ก่อเหตุทำร้ายผู้อื่น หน้าปากซอยประชาสงเคราะห์ 14 และกลุ่มที่ไล่ยิงวาฤทธิ์หน้า สน.ดินแดง

ซึ่งในเวลานั้น สน.ดินแดงมีการปกป้องสูงสุดจากหน่วย คฝ. ที่ป้องกันไม่ให้กลุ่มผู้ชุมนุมหรือประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไป จึงย่อมไม่ใช่เรื่องปกติที่จะมีการอนุญาตให้พลเรือนหรือประชาชนคนใดเข้าไปในพื้นที่ สน.ได้

โดยในรายงานฉบับนี้ได้ข้อสรุปด้วยคำถามว่า คนกลุ่มนี้เป็นใคร พวกเขามีความสัมพันธ์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ดินแดงอย่างไร

ซึ่งถ้าหากคนกลุ่มนี้คือกลุ่มของชุติพงษ์ ทิศกระโทก ที่ตำรวจจับกุมมาได้ ข้อมูลจากประชาชนในพื้นที่ก็บอกมาตรงกันว่า เขาเคยทำงานให้ตำรวจ สน.ดินแดง จึงเป็นเรื่องที่สน.ดินแดง ต้องออกมาชี้แจง หรือเร่งส่งสำนวนคดีความที่สมบูรณ์ให้อัยการ ไม่อย่างนั้นเราคิดว่า การปล่อยให้ สน.ดินแดงทำคดีนี้ต่อไป ก็เหมือนให้ผู้รู้เห็นเป็นใจกับผู้ทำผิด มาสืบหาความผิดของตัวเอง?

“มันผิดปกติตั้งแต่ตอนเกิดเหตุแล้วว่ากลุ่มคนก่อเหตุกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ดินแดง มีความสัมพันธ์กันอย่างไร นำมาถึงกระบวนการสืบสวน สอบสวน ที่ไม่คืบหน้า”

กลับมาที่การพูดคุยกับ พ.ต.ต.ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ เขาให้ความเห็นว่าคดีนี้ สน.ดินแดงเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จึงควรที่จะโอนคดีนี้ให้หน่วยงานอื่นเป็นคนดูแล ชวลิตแสดงความมั่นใจว่า

“คนร้ายยิงปืนออกมาจากบริเวณตรงหน้า สน. เมื่อยิงเสร็จแล้วก็ยังอยู่แถวนั้น โดยที่ในอาคารโรงพักก็มีตำรวจ จึงนำมาสู่ข้อบ่งชี้ที่ควรสงสัยได้ว่า

“ความสัมพันธ์ของกลุ่มชายฉกรรจ์ที่เป็นผู้ก่อเหตุ กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพราะเขาก่อเหตุอย่างอุกอาจหน้า สน.ดินแดง เป็นประเด็นสำคัญที่จะมาเชื่อมโยงกับคำถามที่ว่า ทำไมคดีถึงไม่คืบหน้า”

โดยในตอนท้าย พ.ต.ต.ชวลิต ได้ฝากถึงตำรวจ สน.ดินแดงไว้ว่า

“ในฐานะที่เคยเป็นตำรวจพิสูจน์หลักฐาน หลักฐานที่ผมไปดูมามันชัดเจนว่าเชื่อมโยงกับตัวสถานีตำรวจดินแดง ดังนั้นตำรวจ สน.ดินแดงต้องมาเคลียร์ แต่การที่ไม่ยอมออกมาเคลียร์ทำให้เกิดเครื่องหมายคำถามตัวโต ๆ แสดงว่าคุณทำเองรึเปล่า?”

แอมเนสตี้ ประเทศไทย ความหวังจากกลไกระหว่างประเทศ

“ทางแอมเนสตี้ ประเทศไทย จะติดตามคดีนี้จนถึงที่สุด ไม่ควรมีใครได้รับความสูญเสียแบบนี้ วัฒนธรรมการลอยนวลพ้นผิดต้องไม่เกิดขึ้นอีก”

นุ่น มนูญ วงษ์มะเซาะห์ ผู้ช่วยฝ่ายรณรงค์ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย หน่วยงานที่เข้าไปช่วยเหลือให้มีการเร่งรัดกระบวนการตรวจสอบต่าง ๆ ให้เร็วขึ้น กล่าวกับเราถึงเรื่องการคืนความยุติธรรมให้กับวาฤทธิ์ว่า

“เราได้ออกแถลงการณ์เพื่อเรียกร้องทางการไทยต้องสอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นำตัวผู้กระทำผิดเข้ารับการไต่สวนและลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม”

นอกจากนี้แอมเนสตี้ ประเทศไทย ยังเข้าพบคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) องค์การสหประชาชาติ (United Nations) สถานทูต และองค์กรระหว่างประเทศอื่น ๆ โดยจะนำเรื่องกระบวนการยุติธรรมที่ล่าช้าของวาฤทธิ์ เข้าไปพูดคุย ให้หน่วยงานต่าง ๆ ช่วยกดดันทางการไทยให้เร่งการตรวจสอบ

แต่กลไกระหว่างประเทศไม่อาจเพียงพอ เพราะเราอยู่ในสังคมที่หากจะกดดันหน่วยงานรัฐ จำเป็นต้องอาศัยกลไกจากสังคมภายใน นุ่นกล่าวว่าถ้าสังคมตื่นตัวเรื่องของวาฤทธิ์ เราคงมีความหวังมากกว่านี้

“วาฤทธิ์เสียชีวิตจากการออกไปใช้เสรีภาพในการชุมนุม รัฐมีหน้าที่ทำให้พื้นที่ที่ผู้คนออกมาใช้เสรีภาพในการแสดงออกเป็นพื้นที่ปลอดภัย เราอยากขอให้สังคมตื่นตัวกลับมาพูดถึงวาฤทธิ์ กลับมาเร่งรัดรัฐบาลผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องให้เร่งตรวจสอบ คืนความเป็นธรรมให้กับครอบครัวของวาฤทธิ์ กระบวนการยุติธรรมควรปกป้องเหยื่อไม่ใช่ทำร้ายเหยื่อ”

แต่ไม่ว่าเรื่องราวของวาฤทธิ์จะถูกกลับมาพูดถึงหรือไม่ นุ่นกล่าวในตอนท้ายในฐานะคนทำงานด้านสิทธิมนุษยชนว่า

“ยังมีความหวังอยู่ เราต้องทำงานสิทธิมนุษยชนอย่างมีความหวัง ถ้าหมดหวังเมื่อไหร่ทุกสิ่งจะไม่ขับเคลื่อน ถ้าเคสนี้ไม่ได้รับความยุติธรรมจริง ๆ เราทุกคนต้องใฝ่หาให้วาฤทธิ์ เดินหน้าทำงานต่อไป เพราะหน้าที่ของเราคือต้องจดบันทึกประวัติศาสตร์นี้ไว้เพื่อไม่ให้ถูกลืม”

วาฤทธิ์ สมน้อย จะไม่มีวันถูกลืม จนกว่าความยุติธรรมจะเกิดขึ้น

“แม่สู้ต่ออยู่แล้ว ไม่ว่ายังไงแม่ยังอยากรู้ว่า ที่น้องถูกยิงใครเป็นคนทำ แต่เสียงเราดังไม่พอ ตัวเราพร้อมเสมอแต่ไม่มีใครคอยช่วยเรา เหมือนคดีอื่นที่เป็นกระแสสังคม

“แม่เลี้ยงมาของแม่ตั้งแต่เล็กจนโต ลูกแม่ไม่เคยเจ็บและทรมานขนาดนี้ เขาทรมานมากเลยนะ ขนาดเรานอนไม่ขยับซักชั่วโมงสองชั่วโมง แม่คิดว่ายังเหนื่อยเลย แต่นี่เขาสู้มาจนถึงสองเดือนครึ่ง จนเขาสู้ไม่ไหว เขาทรมานแล้วเราคนที่ยังอยู่ทรมานยิ่งกว่า

“แม่คิดถึง แม่อยากกอด แม่อยากทำในสิ่งที่แม่เคยรับปากเขาไว้ แต่แม่ไม่ได้ทำ เขาเคยขอแม่ไว้หลาย ๆ อย่าง แม่บอกเขาเดี๋ยวก่อนเดี๋ยวแม่ทำให้ รอแม่ว่างก่อน สุดท้ายแม่ไม่ได้ทำ เขาอยากได้ชุดบอล แม่บอกรอตังแม่ออกก่อน เดี๋ยวแม่พาไปซื้อให้ และก็เดี๋ยวอีกหลายอย่าง จนน้องไม่อยู่แล้ว

“ให้บอกอะไรถึงตำรวจที่ทำคดี สำหรับแม่ไม่มีอะไรให้บอกแล้ว ถ้าคนที่ล้มลงเป็นญาติ หรือเป็นแม้กระทั่งลูกของคุณ คุณจะสนใจเขาไหม จะเป็นแผลในใจของคุณไหมว่า วันหนึ่งคดีของลูกหลานคุณจะเงียบหายไป ถ้าเป็นตำรวจเขาจะทำอย่างไร คุณยังจะเลือกปฏิบัติเหมือนที่ทำกับวาฤทธิ์อยู่ไหม

“ยังคงรู้สึกไม่ชิน ที่ไม่ได้เห็นเด็กคนหนึ่งวิ่งอยู่ต่อหน้า ไม่ได้ยินเสียงเขาอีกต่อไปแล้ว ยังมีสิ่งที่ค้างคาที่เราอยากทำให้เขา มันเปลี่ยนไปเยอะมาก 1 ปีที่ผ่านมา แม่ไม่สามารถที่จะหลุดออกจากความรู้สึกเหล่านี้ได้ ยังคงเห็นข้าวของที่เขาใช้ เส้นทางที่เคยเที่ยวด้วยกัน ยังคงคิดถึงน้องอยู่ ยังเห็นของที่เขาอยากกินแต่เขาไม่ได้กิน ยังเจ็บอยู่ในหัวใจว่าทำไมของที่เขาเคยกินวันนี้เขากินไม่ได้  ทำไมเราต้องไปใส่บาตรให้เขา ในวันที่เขาพูดกับเราไม่ได้แล้ว”

ไม่รู้ว่าหลังจากที่งานชิ้นนี้ถูกปล่อยออกไป จะเกิดความเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นบ้าง…

สน.ดินแดง ยังคงเป็นคนจัดทำสำนวนคดีต่อไปไหม ทั้ง ๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ที่จับกุมมา

สำนวนคดีจะยืดเยื้อออกไปอีกนานเท่าไหร่

ความยุติธรรมของวาฤทธิ์ สมน้อย จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่

เราไม่มั่นใจ…เมื่ออาศัยอยู่ในสังคมที่ไม่ปกติเช่นนี้ ความยุติธรรมไม่ได้เกิดขึ้นทุกครั้งเสมอไป และความยุติธรรมของวาฤทธิ์ สมน้อย จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อกระบวนการยุติธรรมไทย ได้รับการกดดันจากหลายฝ่าย ทั้งจากองค์กรสิทธิมนุษยชนทั้งในและต่างประเทศ ฝ่ายการเมืองโดยกลไกรัฐสภา สื่อมวลชนที่หันมาสนใจติดตามทำข่าว เพราะเมื่อไหร่ที่คนในสังคมตระหนักถึงความรุนแรงและความอยุติธรรมที่เกิดขึ้น เมื่อนั้นความหวังคงยังพอมี และวาฤทธิ์ สมน้อย จะไม่ถูกทำให้ตายซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากความอยุติธรรมทั้งมวล

ขอบคุณข้อมูลจาก:
ตร.จับคนยิงเด็กอายุ 15 ปีหน้า สน.ดินแดงได้ 1 คน
รายงานการดำเนินการศึกษากรณีความรุนแรง ที่เกิดขึ้นระหว่างการชุมนุมทางการเมือง
วิดีโอช่วงเวลาที่วาฤทธิ์ สมน้อยถูกยิง

อ่านบทความตอนที่ 1: ฉากชีวิตเด็กชายวาฤทธิ์ สมน้อย ลูกแม่ไม่ใช่ฮีโร่ประชาธิปไตย
อ่านบทความตอนที่ 2: After ‘วา’เลนไทน์ ความยุติธรรมคือความหวังเดียวที่เหลือของวาฤทธิ์ สมน้อย