ประเทศเต็มไปด้วยคำตอบอันปราศจากคำถาม

วีรพร นิติประภา

ช่วงเดือนที่ผ่านมา แค่ไม่กี่วันหลังยกเลิกล็อคดาวน์กรุงเทพ และเปิดประเทศ คนอายุน้อย ๆ รอบ ๆ ตัวที่รู้จักก็พากันเริ่มดิ่งร่วงกันเป็นตับ  

ส่วนหนึ่งป่วยซึมเศร้านำกันมาอยู่ก่อนแล้ว หลายคนร้องไห้หยุดไม่ได้ หงุดหงิดอาละวาด หลายคนเอาแต่เก็บตัวอยู่กับอาการดิ่งจม ขังตัวอยู่แต่ในห้อง กระทั่งนอนร้องไห้กับพื้นห้องน้ำเป็นวันๆ หลายคนทำร้ายตัวเอง หลายคนพยายามฆ่าตัวตาย หลายคนไม่ไหวจนต้องพบแพทย์ แต่ไม่อาจทำได้จากระบบที่ต้องทำนัดล่วงหน้าหลายเดือนจนถึงกับต้องเชือดข้อมือเพื่อแอทมิดตัวเองผ่านแผนกฉุกเฉิน เพราะกลัวจะเผลอฆ่าตัวตายไป  

ส่วนที่ไม่เคยป่วยมาก่อนก็มีอาการเครียดหนัก ไม่ร่าเริงแจมใส ฉุนเฉียว เกรี้ยวกราด ควบคุมอารมณ์ได้ยาก  หรือที่ร้ายที่สุดคือสิ้นความยินดี ไม่มีความกระตือรือล้นอยากทำงาน หรือทำอะไรเลย 

เกิดอะไรขึ้น? 

ความจริงสภาวะร่วงดิ่งทางใจไม่ได้เกิดขึ้นที่นี่ที่เดียว แต่พบในที่อื่น ๆ ทั่วโลกหลังการล็อคดาวน์ หากที่นี่ …โดยไม่มีการพูดถึงหรือเตือนล่วงหน้า สาหัสกว่าหลายเท่า โดยเฉพาะในหมู่คนอายุน้อย ๆ    

ที่ผ่านมาเราปิดเมืองยาวนานมากถึงครึ่งปี และโดยที่รัฐไม่มีการวางแผนใดๆ โดยไม่มีมาตรการที่มีประสิทธิภาพรับมือ ไม่ว่าจะการตรวจเชื้อทั่วถึง คนต้องแย่งชิงรอคิวตรวจกันข้ามวันข้ามคืนถึงจะได้ตรวจ วัคซีนที่นำเข้ามาให้ฉีดมีแค่สองยี่ห้อที่ไม่ดีพอจะป้องกันการติดต่อ  ยิ่งกว่านั้นแทบไม่มีการบริหารจัดการผู้ป่วย …ปล่อยทิ้งให้เป็นหน้าที่อาสาสมัครทั้งๆ ที่เป็นหน้าที่ของรัฐบาล การจัดส่งผู้ป่วยให้ถึงมือหมอเละเทะไม่เป็นระบบ โรงพยาบาลก็ล้น โรงพยาบาลสนามก็สกปรก แออัด ไม่เพียงพอ จ่ายยาต้านเชื้อก็เชื่องช้าขั้นตอนวุ่นวาย ทำให้มีคนตายคาบ้าน ตามถนนหนทางและตายจำนวนมากทั้งๆ ที่ไม่ควรจะเป็น   

คนหลายสิบล้านไม่ได้ทำงานเพราะสถานที่ทำงานถูกปิด มีจำนวนน้อยนิเเท่านั้นที่สามารถเวิร์กฟรอมโฮมได้ ไซต์ก่อสร้างหลายแห่งปิดขังคนงานไว้ไม่ให้ไปไหน คนชุมชนแออัดตกงานต้องอยู่กับบ้าน ทั้งหมดเกิดขึ้นโดยไม่มีความช่วยเหลืออาหาร น้ำดื่ม ยา สิ่งจำเป็นใด ๆ จากรัฐบาล จนประชาชนและเอกชนต้องเรี่ยรายระดมความช่วยเหลือกันเอง   

เด็ก ๆ ไปโรงเรียนไม่ได้ ต้องเรียนออนไลน์ที่ไม่ได้มีการออกแบบมาแต่อย่างใด และโดยไม่มีการสนับสนุนจากรัฐบาล ไร้คุณภาพ น่าเบื่อร้ายกาจ มิหนำซ้ำยังสร้างความเครียดมหาศาลและบั่นทอนสุขภาพจิตเด็กๆ อย่างมาก โดยเฉพาะเด็กยากจนที่ไม่สามารถหาอุปกรณ์สื่อสารที่มีราคาแพงมาใช้เรียนได้ ไม่รวมพ่อแม่ที่ต้องเอาเวลามาดูแลบุตรหลานและไม่สามารถทำงานได้ 

และระหว่างทาง เมื่อไม่มีมาตรการดูแลอะไรสักอย่างนอกจากวิธีที่โบราณที่สุดในการควบคุมโรคระบาดคือปิดกั้นการพบปะปฏิสัมพันธ์ของผู้คน รัฐบาลจึงหันมาโหมกระพือความกลัว กระหน่ำกล่าวโทษโยนผิดให้ประชาชนว่าการ์ดตกและเป็นต้นเหตุการระบาดและทำให้ไม่สามารถควบคุมการระบาดได้ …ตลอดเวลา ทุกวัน ยาวนานร่วมครึ่งปี สะกดจิตประชาชนให้จำนน รู้สึกผิด หวาดกลัวและขังตัวอยู่แต่ในบ้าน  

การต้องอยู่ในพื้นที่จำกัดและความอึดอัดคับข้องผสมหวั่นวิตกสารพัด …คนในครอบครัวก็หันมาเผชิญหน้ากันเอง สาดความไม่พอใจใส่กันเอง ขุดคุ้ยเรื่องหนหลังมาทำร้ายกันเอง เพียงแค่นี้ต่อให้ไม่ป่วยซึมเศร้าอยู่ก่อนก็พอที่จะทำให้ป่วยได้ ส่วนที่ป่วยก็จะยิ่งอาการหนัก และแน่นอน การรักษาต่างๆ การรับยา ปรับยา ปรึกษานักจิต ที่มามีอันกระท่อนกระแท่นก็ยิ่งไม่เป็นผลดี 

แต่เหตุที่เพิ่งมาออกอาการกันหลังยกเลิกล็อคดาวน์ก็เพราะในระหว่างล็อคดาวน์คนยังพอมีความหวัง เราพยายามหล่อเลี้ยงตัวเองด้วยวาดหวังรองเรืองว่าพอเปิดเมืองอะไร ๆ ก็จะกลับมาดีเหมือนเก่า  

…แต่เปล่า ทันทีที่เปิดเมืองออกจากบ้านมาอีกครั้งก็ปะทะความจริงเต็มหน้าเข้าอย่างจัง มองไปทางไหนก็เห็นแต่ร้านค้าเลิกกิจการ ป้ายขาย/เช่า/เซ้งเต็มเมืองไปหมด ห้างโล่งร้าง ธุรกิจล้มละลาย หลายบริษัทต้องเลิก หลายกิจการก็เปิดด้วยเงื่อนไขข้อจำกัดมากมายจนทำมาหากินแทบไม่ได้ คนจำนวนมากตกงาน ส่วนคนที่ยังมีงานทำก็ต้องทำงานหนักขึ้นโดยได้รายได้เท่าเดิมถ้าโชคดี ที่โชคไม่ดีก็อาจโดยลดเงินเดือนตกต่ำลงไปอีก  

ความกลัวติดโรคที่ถูกรัฐบาลสะกดจิตไว้ยังคงอยู่…ไม่ไปไหน ชุดตรวจที่ผูกขาดซื้อมาขายให้และแจกจ่ายประชาชนยังคงเชื่อถือไม่ได้มาก วัคซีนยังคงวนเวียนฉีดอยู่แต่ยี่ห้อคุณภาพต่ำที่ป้องกันการแพร่ระบาดไม่ได้ มีคลัสเตอร์ระบาดใหญ่ใหม่ๆ รายวัน เด็กๆ ไปโรงเรียนกันด้วยความกลัว…หวาดระแวง แล้วก็ยังมีคลัสเตอร์โรงเรียนเกิดขึ้นถี่บ่อย  

นักท่องเที่ยวที่เป็นความหวังสุดท้ายยังคงไม่มา ประการหนึ่งคือสถานบันเทิงอันเป็นสิ่งดึงดูดให้มาเจ๊งตายนำไปแล้วทั้งประเทศ มิหนำซ้ำส่วนที่พะงาบๆ อยู่รัฐบาลก็ยังคงไม่ให้เปิด …แล้วใครมันจะมา เป็นความพิลึกอันเข้าใจได้ยากมาก ที่รัฐบาลพยายามหลอกตัวเองว่านักท่องเที่ยวจะเดินทางมาเมืองไทยเพื่อจะดูวัดวาแต่อย่างเดียว ทั้ง ๆ ที่ตัวเลขที่อยู่ในมือก็บ่งชี้ไปในทางดื่มกินโลกีย์ ซ้ำร้ายมาถึงตอนนี้ก็เริ่มมีการระบาดระลอกใหม่ในหลาย ๆ ประเทศแล้ว โอกาสที่จะได้นักท่องเที่ยวมายิ่งมองไม่เห็น โรงแรมกับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับท่องเที่ยวอื่นๆ ที่พังอยู่แล้วและกู้เงินเขามาต่อลมหายใจก็ได้แต่รอเวลาพังครืน  …ตายสนิท  

และไม่ว่าจะอย่างไร ทั้ง ๆ ที่ต้องปิดเมืองนานเกินไป ทั้งๆ เศรษฐกิจย่อยยับอันดับหนึ่งของโลก ทั้งๆ ความเครียดของประชาชนสะสมเพิ่มทบทับทวีคูณ ผู้คนกดดันจนหันมาทะเลาะเบาะแว้งกัน ถึงขั้นสติหลุดทำร้ายฆ่ากันถี่บ่อยอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนในข่าว และอดอยากจนจี้ปล้นอาชญากรรมพุ่งสูง …วัคซีนหลักก็ยังคงเป็นวัคซีนสองยี่ห้อที่ไม่สามารถป้องกันการแพร่ระบาดได้  

…ไม่มีวัคซีนคุณภาพ ไม่ว่าจะเรียกร้องแค่ไหน โกรธเกรี้ยวเพียงไร เราก็ไม่มีทางได้วัคซีนคุณภาพ เว้นประเทศอื่นเขาจะเมตตาบริจาคให้ หรือรัฐบาลอยากได้หน้าเป็นพักๆ นำเข้าแบบน้ำจิ้ม …จิ๊บ ๆ แต่เท่านั้น 

ที่ร้ายสุดในท้ายที่สุด รัฐบาลกลัวคนลุกฮือ กลัวม็อบ ก็หันมาจับเด็กเล็กคุมขังเพิ่มขึ้น กดดันข่มขู่หนักขึ้น ใช้ความรุนแรงหนัก ถึงขั้นปล่อยให้มีการใช้อาวุธจริงทำร้ายคนในที่ชุมนุมที่มีตำรวจที่อ้างว่าส่งมาคุ้มกันประชาชนรายล่อมอยู่นับพัน   

จะว่าไป ถ้าฉลาดก็ปล่อยม็อบชุมนุมกันไปเถอะ แค่พูด แค่ตะโกน ร้องเพลง เมื่อความหวังเหือดมลายไปหมดคนต่อให้เข้มแข็งแค่ไหนก็จะต้องป่วยไข้ ไม่ทางกายโรคไหนสักโรค…ก็ทางใจ รอดตายจากโควิดมากได้ก็ยังต้องมาทรมานกับความคิดจะเอาชีวิตตัวเองอยู่ทุกวินาที  

ไหนๆ ไม่ประสบความสำเร็จ ล้มเหลวทุกมิติขนาดนี้ ก็ปล่อยให้ประชาชนได้ชุมนุมแหกร้องระบายอารมณ์อะไรกันไปเถอะ  

 …อย่าถึงกับปล่อยให้กดดันจนบ้าตายหมดประเทศเลย