ประกายไฟลามทุ่ง

รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี

ปี 1992 Robin Dunbar นักมานุษยวิทยาชาวอังกฤษ ได้เผยแพร่แนวคิด “คนรู้จัก 150 คน” โดยระบุว่า ในชีวิตของคนเราจะสามารถ รู้จักคนได้ 150 คน ตามศักยภาพของสมองในการจดจำส่วนสำคัญที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ โดยความสัมพันธ์ยิ่งใกล้ชิดก็ยิ่งนับรวบคนที่น้อยลงเช่นกลุ่มเพื่อน เครือญาติ หรือคนในครอบครัว เมื่อเกิน 150 ไป รายละเอียดความทรงจำและความสัมพันธ์ก็จะจางไป คนที่เคยอยู่ในวงในความสัมพันธ์เมื่อเวลาผ่านไปก็อาจกลายเป็นคนอื่น และเลือนหายไปจากความทรงจำและความสัมพันธ์ ในโลกที่ผู้คนมากมายหลายพันล้าน จริงแท้ว่ามีคนที่สัมพันธ์ และสำคัญกับเราไม่กี่คน

เราจึงอาจถอนหายใจต่อภัยธรรมชาติในดินแดนห่างไกลและกลับมาใช้ชีวิตปกติเมื่อข่าวถัดไปไหลเข้ามาแทนที่ เราอาจเศร้าใจกับความบาดเจ็บล้มตายในสงครามที่ห่างไกล และภาวนาให้สายลมแห่งความเลวร้ายพัดผ่านไปที่อื่น แม้เราอยู่บนโลกเดียวกัน หายใจด้วยอากาศเดียวกัน เราอาจพอหลับตาข้างเดียวให้กับความทุกข์ยากของผู้คนที่ “เราไม่รู้จัก” ได้

ในสังคมที่ก้าวหน้าผู้ถูกกดขี่ย่อมสามารถรวมตัวกันเพื่อสลายความเป็นอื่น ไปไกลกว่า ตัวเลข 150 คน โยงใยผู้คนที่ประสบทุกข์และโค่นล้มผู้กดขี่ ซึ่งมีจำนวนน้อยนิดเมื่อเทียบกับจำนวนมหาศาลของผู้คน

วันนี้ มีผู้เสียชีวิตจากวิกฤติโรคระบาดในช่วง 18 เดือนกว่า 3,000 คนในประเทศไทย เป็นจำนวนที่มากกว่าจำนวนพลเรือนไทยที่เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่ 2 ยังไม่นับรวมการฆ่าตัวตายจากเศรษฐกิจถดถอยที่ยาวนาน ไม่นับรวมความฝันที่ค้างเติ่ง

และแผลเป็นในชีวิตอีกมากมาย สงครามโลกครั้งที่ 2 ยังเป็นสิ่งที่เกินกว่าประเทศใดประเทศหนึ่งจะยุติได้เพียงลำพัง แต่ 3 เดือนของการระบาดระลอกใหม่ มันเกิดจากความล้มเหลวของรัฐบาลที่ชีวิตของผู้คนไม่ได้ถูกใส่อยู่ในสมการความสำคัญ

ตอนนี้ มีคนไทยตายจากโควิดไปแล้วประมาณ 3,000 คนจากประมาณ 70 ล้าน คน หรือในคนไทย 23,000 คน จะมีคนติดโควิด 1 คน และ ใน 183 คนจะมี 1 คนที่ติดโควิด-19

ตามทฤษฎีตัวเลขของ Dunbar นักมานุษยวิทยาเคยบอกว่ามนุษย์จะมีคนรู้จักได้ประมาณ 150 คน หรือหากเทียบ ณ ปัจจุบัน แทบทุกคนจะมีคนรู้จัก 1 คนที่ติดโควิด (ประมาณ ทุกๆ 1.2 คน ที่จะมีคนรู้จักติดโควิด-19) และ หากนำ 23,000 หารด้วย 150 ก็แปลว่าคนไทยทุก ๆ 153 คน จะมีคนรู้จักที่ตายด้วย โควิด-19

หากเจาะจงจากตัวเลขของ Dunbar เมื่อเรามีเครือญาติ 50 คน ก็แปลว่าคนไทยทุก ๆ 459 คน จะมีเครือญาติที่ตายด้วยโรคนี้ไปแล้ว 1 คน

ความเจ็บและความตายแผ่ขยายสู่ทุกพื้นที่ แต่โรคนี้ก็ไม่ได้เป็นกลางเช่นเดียวกันกับสงคราม ภัยธรรมชาติ หรือวิกฤติอื่นๆในอดีตเมื่อ กลุ่มคน 99% คือคนรับความเสี่ยงมากกว่า คน 1 % ที่ไม่ว่า วิกฤติแบบใดก็มีโอกาสรอดมากกว่า

บางครอบครัวในชุมชนแออัด จึงอาจติดโควิด – ยกครอบครัว หลายครอบครัวที่เสียชีวิตคนที่รักไปมากกว่าหนึ่งชีวิต เรามีคนรู้จักที่จากไป ซึ่งพวกเขาเหล่านั้นล้วนเป็นส่วนที่สำคัญกับชีวิตของเราที่มากน้อยแตกต่างกัน แต่กำแพงชนชั้นที่สูงชัน อภิสิทธิ์ชนก็ยังคงมีชีวิตที่ปลอดภัยหลังกำแพง พร่ำโทษประชาชนที่ไม่ระวังตัว กล่าวว่าความเลวร้ายนี้เป็นเรื่องปกติไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ แม้เราอยู่กับโรคนี้มากว่า 18 เดือนและ ระบาดรอบใหม่มามากกว่า 3 เดือน

ถ้าเราดูเพียงแค่ตาราง Excel เราก็จะเห็นเพียงแค่ตัวเลขสามหลัก เห็นแค่กราฟขึ้นลง แต่เราลองใส่ชื่อคนลงไป ในสามพันคนนี้เขาก็มีชีวิต มีความฝัน มีสิ่งที่อยากทำ มีคนที่พวกเขารัก และคนที่รักพวกเขา ความล้มเหลวพรากชีวิตพวกเขา ความไม่โปร่งใสพรากชีวิตพวกเขา และความไร้ค่าของชีวิตประชาชนพรากชีวิตพวกเขา

ชนชั้นปกครองก็เลยอาจไม่มีความรู้สึกประสบการณ์ต่อตัวเลขนี้ แต่แรงงาน จำนวนมาก อาจมีประสบการณ์ที่ครอบครัวของตัวเองติดโควิดยกบ้าน และคนที่รักจากไปมากกว่าหนึ่งคน

มันมีชีวิต มีเลือด มีน้ำตา ในตัวเลขนั้น มันมากกว่า 150 คนที่เรารู้จักที่เริ่มติดและเริ่มตาย แต่สภาพนี้กำลังแผ่ขยายสู่คน 99% ของประเทศ ที่ความเดือดร้อนต่อ ชีวิต ที่นำพาน้ำตาและความเศร้า ไม่ใช่เพียงแต่กับคนรู้จักของเรา แต่คือสำหรับชนชั้นผู้ถูกกดขี่อย่างพวกเราเป็นการทั่วไป