และแล้วเวลาก็วนเวียนมาถึงอีกครั้งกับงานเขียนรีวิวหนังสือประจำสัปดาห์ของ De/code แต่เป็นในรอบหลายเดือนของเรา หนังสือที่เราหยิบยกมารีวิวครั้งนี้แตกต่างไปจากทุกครั้ง SUNSET ‘ไม่มีใครเป็นเจ้าของดวงอาทิตย์’ เล่มนี้สร้างพัฒนาการทางความรู้สึกที่ต่างออกไป…อย่างสิ้นเชิง

ความ‘เข้าใจสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น’ ของผู้เขียนหรือไม่ก็ของผู้อ่าน ผ่านจักรวาลความสัมพันธ์ของคนที่เราไม่อาจรู้จัก ผ่านหลายเรื่องสั้นของเหล่าตัวละครไร้ชื่อ คือ สิ่งที่จะได้จากหนังสือของ ปอ เปรมสำราญ (นามปากกา) ของสาวสายอาร์ตที่เป็นผู้เขียนเล่มนี้

จะว่าไปมีหลายเรื่องในหนังสือเล่มนี้ที่เราชอบ อย่างเรื่องของหญิงสาวนิรนามที่โทรหาใครคนหนึ่งเพื่อถามว่า “คุณเคยคิดฆ่าตัวตายรึเปล่า” ในขณะที่เธอพาร่างไปยืนอยู่บนดาดฟ้าเรียบร้อยแล้ว มีเพียงขอบปูนเล็ก ๆ บนดาดฟ้า กับการตัดสินใจจะมีชีวิตต่อของเธอ

งานกี่งานที่จะไม่ได้ทำ หนังกี่เรื่องที่จะไม่ได้ดู คนกี่คนที่จะไม่ได้รู้จัก โอกาสกี่โอกาสที่เธอต้องพลาดไป หากเธอปล่อยให้ร่างตัวเองร่วงไปจริงๆ เธอหวนคิดถึงมันอีกครั้ง ก่อนที่สุดท้ายการเลือกหายใจต่อในครั้งนั้นก็ทำให้เธอมีโอกาสได้เล่าเรื่องนี้ เราไม่รู้ว่าตัวละครในเรื่องผ่านเรื่องราวหรือผ่านหลุมความสัมพันธ์แบบไหนมาและวงโคจรที่เธอเพิ่งหลุดพ้นมายากลำบากแค่ไหน แต่มันทำให้เราฉุกคิดได้ว่า ‘จนถึงวินาทีสุดท้ายของความสิ้นหวังทุกคนมีทางเลือกเสมอ’ (เหตุการณ์บนดาดฟ้า)

หรืออีกเรื่องสั้นหนึ่ง ที่ทำให้เรา (ผู้เขียนบทความนี้) ถึงกลับต้องยกมือถือขึ้นมา เปิดหา ส่งข้อความหา หรือโทรหา บุคคลที่เราหลงลืมไป คนที่เราเคยอยากให้เขาอยู่ตรงนั้น อยู่ในยูโทเปียของเราตลอดไป เป็นเรื่องราวที่ตัวละครชายตั้งใจนัดเจอเพื่อน คนรู้จัก และคนที่เคยรัก อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง เพื่อต่ออายุให้กับมิตรภาพ เพื่อพูดคุยถึงสถานที่และเหตุการณ์ที่ทำให้พวกเขาพบกัน

เพื่อให้เขาได้ย้ำเตือนว่า ความสุข ณ ช่วงขณะนั้นเคยเกิดขึ้นจริง และในวันที่ความทรงจำเริ่มจาง เขาเลือกที่จะติดกาวให้กับความทรงจำครั้งแล้วครั้งเล่าตลอดไป เพราะสำหรับเขา ยูโทเปีย ‘เคยมีอยู่’ ในความทรงจำของคนเหล่านี้ และมันจะยังเคยมีอยู่ตราบใดที่พวกเราทั้งหมดยังไม่ลืม (ยูโทเปีย)

เหตุการณ์บนดาดฟ้า และยูโทเปีย เป็นแค่บางส่วน บางเรื่องจากหนังสือ SUNSET ‘ไม่มีใครเป็นเจ้าของดวงอาทิตย์’ ที่ประกอบจากเรื่องสั้นทั้งหมด 14 เรื่อง แต่นอกจาก ‘เหตุการณ์บนดาดฟ้า’ และ ‘ยูโทเปีย’ ยังมีอีก 2 เรื่องที่เราอยากบันทึกไว้ เผื่อวันหนึ่งเมื่อเวลาผ่านไป เรามีโอกาสได้กลับมาอ่านในบทความนี้อีกครั้ง ร่มสีดำ-ฝนสีเทา กับ เรื่องของเรา 2 เรื่องนี้

เป็นเรื่องสั้นที่อ่านจบแล้วรู้สึกได้ถึงพลังบางอย่าง พลังที่เราหวังว่าจะทำให้เรากล้าพอที่จะปลดล็อกตัวเอง การปลดล็อกที่ไม่ต้องสนว่าจะถูกว่า ‘เฮ้ย ติสต์แตกเหรอ?’ เช่นเดียวกับการปลดล็อกของหญิงสาวผมสั้นที่ผู้เขียนไม่ได้ระบุชื่อของเธอเอาไว้ หญิงสาวเจ้าของริมฝีปากเคลือบด้วยลิปสติกสีน้ำตาล หญิงสาวที่สวมใส่เสื้อคาร์ดิแกน และมีไหล่ข้างใดข้างหนึ่งไว้สำหรับสะพานกระเป๋าผ้า

ร่มสีดำ-ฝนสีเทา

ในวันคืนสู่เหย้า อีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าก่อนที่ประตูจะเปิดต้อนรับทุกคนเข้าสู่พื้นที่แห่งความทรงจำ หญิงสาวย่างเท้าไปถึงตึกที่เคยเรียน โดยไม่รู้ว่าเป็น ‘ความคิดถึง’ ของเธอเอง หรือว่าเส้นทางนี้เป็นแค่ทางผ่าน และฝนที่โปรยปรายลงมาก็เป็นข้ออ้างให้เธอได้ว่า ที่ย่างก้าวเข้ามาไม่ได้เป็นเพราะความคิดถึง เธอแค่ผ่านมาและหลบอยู่ใต้ถุนอาคาร เธอจะได้ไม่เปียกฝน

เธอมองคนที่เดินผ่านไปมา ฆ่าเวลาจนท้องฟ้าใกล้มืด และฝนก็ยังคงไม่หยุดตก
เธอคิดในใจว่า ‘ช่วงเวลาฝนตกมีเพียงคนมีร่มเท่านั้นที่เป็นอิสระ จะไปไหนก็ได้ไม่ต้องติดอยู่กับที่’
ขณะเดียวกันที่กลุ่มเด็กสาวเดินมา ก่อนที่หนึ่งในนั้นจะยกมือไหว้ทักทายเธอ

“มากินเลี้ยงเหรอคะ” เสียงที่มาพร้อมรอยยิ้มที่สดใสราวกับวันที่แดดจ้า วันที่ดีกว่าวันฝนตกของใครบางคน รอยยิ้มนั้นไม่ได้ทำให้เธอนึกถึงหญิงสาวผู้เป็นเจ้าของ แต่กลับทำให้เธอนึกใครคนหนึ่ง เจ้าของนิยามรอยยิ้มนี้ ‘เขาจะเป็นยังไงบ้างนะ’

“ใช่” หญิงสาวผมสั้นตอบกลับไป  และมีเพียงไม่กี่ประโยคถาม-ตอบที่ตามหลังมา ก่อนที่ฝนจะตกหนัก ก่อนที่ความเงียบจะเข้ามาทำหน้าที่ และก่อนที่จะถูกทำลายลงอีกครั้งด้วยหญิงสาวผมยาวที่เอ่ยขึ้นว่า “เขาชอบพี่มากเลยนะคะ เขาชมพี่ให้ฟัง พี่เป็นเพื่อนที่เขาภูมิใจมาก” มีเพียงการยิ้ม และการกล่าวขอบคุณ ไม่กี่สิ่งที่จะช่วยให้หญิงสาวผมสั้นปกปิดความเจ็บปวดข้างใน ก่อนที่ร่มสีดำคันหนึ่งจะหยุดลงตรงหน้า พร้อมกับยิ้มให้ใครอีกคน  เขา…เจ้าของนิยามรอยยิ้มแดดจ้า

เป็นช่วงเวลาที่ในใจของเธอ เจ้าของริมฝีปากสีน้ำตาล เริ่มมีหลายคำถามประเดประดังเข้ามา
‘ฉันสู้คนอื่นไม่ได้ตรงไหน ทั้งความฉลาด รสนิยม ฐานะ รูปร่างหน้าตา ทัศนคติ ไลฟ์สไตล์ หรืออะไร’ สุดท้ายคำตอบก็มีแค่ว่า “เขาแค่ไม่เคยเห็นเธอเป็นวันที่แดดจ้า” ก็เท่านั้นเอง
ชายหนุ่มมารับสาวผมยาวคนนั้น และจะรับเธอไปด้วย ส่วนฝนก็ยังคงตกอยู่

“เดินไปพร้อมกันสามคนไหวไหม เบียด ๆ กันหน่อย” ชายหนุ่มถาม ก่อนที่เธอจะวิ่งกลับไปหยิบถุงผ้าของตัวเอง เธอรู้แล้วว่า เธอแพ้อย่างราบคาบ เกมนี้ไม่มีทางเสมอ ตรงกลางของวงโคจรที่เธอไม่สามารถแทรกเข้าไปได้ เธอไม่อาจครอบครองเขา เช่นเดียวกับที่ไม่มีใครได้ครอบครองดวงอาทิตย์

เธอตอบกลับเขาไปว่า “ไม่ได้หรอก” ก่อนที่เธอ…จะตัดสินใจวิ่งตากฝนออกไปขึ้นรถ
ไม่กลัวเปียก ไม่กลัวฝน ไม่ถูกจำกัดว่าจะมีร่มหรือไม่อีกต่อไป ในที่สุดก็มีเพียงความกล้าที่จะทำให้เธอถูกปลดปล่อยจาก safe zone ของเธอเอง เธอเลือกตัดใจจากความหวังในความสัมพันธ์นั้นซะ แม้ว่ามันจะเจ็บปวด แต่เธอรู้ว่าสักวันมันจะหาย เหมือนกับการที่เธอเลือกจะวิ่งออกไปจนตัวเปียกแต่เดี๋ยวตัวของเธอก็จะแห้งเองในที่สุด

ในช่วงหนึ่งระหว่างบรรทัด ทำให้เรานึกถึงคำพูดของผู้เฒ่าหนวดยาวสีขาวคนหนึ่ง…
“จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างอาศัยความกล้าเสมอ” คงไม่ใช่แค่กับเรื่องความรัก แต่เราว่ามันสามารถประยุกต์ได้กับทุกมิติในชีวิต ถ้าวันไหนที่เรารู้สึกย่ำอยู่กับที่นานเกินไป จมอยู่ในจุดที่ ยิ่งอยู่ ยิ่งดิ่งลงไปลึก ยิ่งเจ็บปวด เราหวังว่าวันนั้นเราจะกล้าพอ ที่จะจูงมือตัวเองให้วิ่งฝ่าฝนออกไป เพื่อค้นพบว่า ช่วงเวลาฝนตกไม่ได้มีเพียงคนมีร่มเท่านั้นที่เป็นอิสระ

ในหน้าต้น ๆ ของหนังสือเกริ่นไว้ว่า ในจักรวาลความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเพื่อนรัก คนรัก และคนที่ไม่ได้รัก ต่างเป็นชิ้นส่วนที่เราจับมาปะติดปะต่อขึ้นในการโคจรรอบตัวเอง และการหลุดออกจากวงโคจรของเราไปก็เป็นเรื่องธรรมดา เหมือนเรื่องสั้นในหนังสือ ที่ชื่อว่า…

‘เรื่องของเรา’

เรื่องราวของสาวอายุมากกว่าหลงรักเด็กหนุ่มที่อายุน้อยกว่าสิบปีอย่างหัวปักหัวปำ เธอชอบเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่รู้ว่านี่เป็นรอบที่ 3 หรือรอบที่ 4 ไม่มีความแน่นอนว่าจะได้คบกันไหมหลังจากที่พวกเขาเจอกันบนรูฟท็อปบาร์ แต่ต่อมาพวกเขาก็ได้คบกันจริงๆ ในช่วงเวลาที่เธอยังคงรอเขาและช่วงเวลาเดียวกันที่เขาต้องการใครสักคน

ระหว่างทางที่ไม่รู้จุดจบ พวกเขาไปไหนมาไหนด้วยกัน ทั้งอีเว้นท์ที่ชอบ คอนเสิร์ตที่อยากไป ลงรูปบนโซเชียลมีเดียของกันและกัน ไม่สนใจว่าใครจะมองยังไง ไม่ว่าเพื่อนของหญิงสาวจะบอกว่าความสัมพันธ์นี้จะไม่พ้นเดือนแรก ความสุขที่เพื่อนของเธอบอกว่าเป็นการจ่ายสองเท่า เป็นความสัมพันธ์ที่ถูกมองว่าเป็นเรื่องของเด็กขายบริการกับผู้ซื้อบริการ แต่พวกเขาก็ผ่านมันมาได้ทั้งหมด

แต่แล้ว… “ห้าปีเป็นเวลานานกว่าที่คิด” คำพูดนี้มีความหมาย มันกำลังบอกว่า มีอะไรสักอย่างเปลี่ยนแปลง จุดเชื่อมของ 2 จักรวาลกำลังเคลื่อนตัวออกจากกัน หลังจากที่ชายหนุ่มตกหลุมรักครั้งใหม่

“เขาก็มีความรักเป็นของตัวเองในฐานะผู้ชายเต็มตัว ความรักแบบที่ฉันมีให้กับเด็กผู้ชายที่เคยเป็นเขา บางทีความรักของเรามันคงหมดลง เปลี่ยนรูปไปจนไม่เหลือสถานะ ‘ความรัก’ มันจบลงและเขาได้พบความรักครั้งใหม่ ก็เพียงแค่นั้น”

ไม่มีใครรู้ว่าหญิงสาวเจ็บปวดหรือไม่ แต่สำหรับเรา เธอไม่ได้โทษตัวเอง ไม่ได้โทษอายุ และไม่ได้โทษการเข้ามาของวงโคจรอื่นที่ไม่รู้มีอยู่อีกกี่ล้าน แต่เธอกลับมองว่า ช่วงเวลาที่ได้เห็นเขาเติบโตมันงดงาม ที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาที่ได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน ช่วงเวลาที่หลังจากนั้นเธอก็แค่กลับมารักตัวเอง

สำหรับบางคนจุดจบของเรื่องนี้ ความคิดของตัวละครหญิง อาจดูโลกสวย ดู Positive ไปหน่อย เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะถ้าเกิดขึ้นจริงในชีวิตเราก็คงเป็นเรื่องที่ยากอยู่ เราอาจเจ็บปวดจนถึงที่สุด เราอาจอยากใช้แรงดึงดูดที่มีทั้งหมดรั้งวงโคจรนั้นไว้ แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ คือ เธอได้ทำความเข้าใจ และยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นแล้ว

ทำให้เรานึกถึงคำพูดของ ปอ เปรม (เราของเรียกสั้น ๆ แบบนี้) ที่ปรากฏในหนังสือสักหน้าหนึ่งว่า…

ในทุกความสัมพันธ์ เราทำได้เพียงเรียนรู้กันและกัน แบ่งปัน จดจำ ทำความเข้าใจ ยอมรับและปล่อยผ่าน  ‘เราทุกคนไม่ได้อยู่ตรงนั้นเสมอไป’

เราพอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมหนังสือเล่มนี้ถึงชื่อว่า SUNSET ‘ไม่มีใครเป็นเจ้าของดวงอาทิตย์’ เพราะเราสามารถตกหลุมรัก สามารถตกไปอยู่ในหลุมความสัมพันธ์หลากหลายรูปแบบครั้งแล้วครั้งเล่า ความรัก ความสัมพันธ์ที่เปรียบเหมือนดวงอาทิตย์

ดวงอาทิตย์ที่ตกทิศเดิมเสมอ แต่องศาและสีท้องฟ้ายามพระอาทิตย์ตกไม่เคยเหมือนเดิมสักวัน เช่นเดียวกับมีบางสิ่งเหมือนเดิมเสมอ และบางอย่างที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา “เราต่างไม่เป็นเจ้าของกันและกัน” สิ่งที่เราทำได้อาจมีเพียงทำความเข้าใจและยอมรับความจริงด้วยความกล้า…ก็เท่านั้นเอง

หนังสือ : SUNSET ‘ไม่มีใครเป็นเจ้าของดวงอาทิตย์’
นักเขียน : ปอ เปรมสำราญ
สำนักพิมพ์ : P.S.

PlayRead: คอลัมน์รีวิวหนังสือประจำ Decode.plus เมื่อกองบรรณาธิการขอ add หนังสือ (ที่อยากอ่าน) ขึ้นไว้บนเพลย์ลิสต์ พบกับหนังสือหลากหลายสไตล์ หลากหลายวิธีการเล่าเรื่องที่เชื่อมร้อยกับชีวิตและสังคม แวะมาหาอ่านกันได้ทุกเย็นวันพฤหัสบดี