ประกายไฟลามทุ่ง

รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี
วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์



อาจมีหลายทศวรรษที่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แต่อาจมีไม่กี่สัปดาห์ที่เป็นการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างที่เคยมีมา
วลาดิเมียร์ เลนิน


ปลายปี 2563 หลังเขาได้รับอิสรภาพอีกครั้งหนึ่ง เขาส่งข้อความหาผมสอบถามว่า ผมสะดวกร่วมงานสัมมนาที่เชียงใหม่หรือไม่ เขาอยากชวนคนรุ่นใหม่มาพูดคุยเรื่องรัฐสวัสดิการ เขาบอกว่า “รอบนี้เขาอยากทำให้สำเร็จ ทุกจังหวะต้องรีบทำ ตอนนี้กระแสมาแล้ว” ผมไม่ได้ไปร่วมงานแต่ได้แนะนำมิตรสหายรุ่นน้องที่ชำนาญเรื่องรัฐสวัสดิการที่เชียงใหม่อีกท่านให้เข้าร่วม จากนั้นผมได้สนทนาถามไถ่อีกเล็กน้อย เขาบอกว่ามีสิ่งสำคัญที่เขาอยากทำในขบวนการเคลื่อนไหว คือการผลักดันประเด็นการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ อันเป็นสิ่งที่เขาสนใจมาตั้งแต่สมัยมัธยม แต่ด้วยจังหวะการเคลื่อนไหวทางการเมือง เขาบอกว่ายังไม่สามารถได้ทำเต็มที่ในช่วงปีที่ผ่านมา จากนั้นผมไม่ได้คุยกับเขาอีกจนวันนี้ย่างเข้าสู่เดือนพฤษภา 2564 ผมมีโอกาสรับฟังเพียงแค่เรื่องราวของเขาจากเพื่อนฝูงเท่านั้น

เมื่อนึกดูแล้วนับจากผมรู้จัก เพนกวิน-พริษฐ์ มันอาจเป็นเรื่องตลกที่แทบทุกครั้งผมจะได้ยินคำพูดในลักษณะนี้ว่า “กระแสกำลังมาแล้วครับอาจารย์” เขาเป็นคนเชื่อในการต่อสู้ ในการเปลี่ยนแปลง แม้ในวันที่ยากที่สุด ในวันที่ดูไร้ทาง วันที่โดดเดี่ยว แต่สิ่งที่เขาไม่เคยเลิกที่จะพูดคือ “กระแสกำลังมาแล้วครับอาจารย์”

คำถามสำคัญคือ “กระแส” อะไรกำลังมา

หลายปีก่อนเมื่อเขาอยู่ระดับชั้นมัธยม เมื่อผมมีโอกาสเจอเขาครั้งแรก คำว่ากระแสกำลังมาในหัวเขาที่เขาบอกผมคือ “เป็นไปได้ไหมครับ ที่จะทำให้มหาวิทยาลัยเรียนฟรีทั้งหมด” คำว่ามหาวิทยาลัยเรียนฟรีทั้งหมด เป็นความปรารถนาของทุกคน คนส่วนใหญ่ของประเทศ แต่ถูกผูกขาดด้วยความเป็นไปไม่ได้ของชนชั้นนำ ที่คิดว่าการศึกษาต้องเป็นสินค้า การศึกษาต้องมีลำดับชั้นตามเงินในกระเป๋า วันนั้นเพนกวินบอกผมว่าถ้าเราทำให้เรียนฟรีได้ มันคงเปลี่ยนประเทศนี้ไปตลอด เขารู้สึกว่าเพื่อนของเขาเหนื่อยและกังวลกับเรื่องนี้ มันเป็นแค่นโยบายของชนชั้นนำที่คิดว่าควรทำหรือไม่ควรทำ แต่สำหรับนักเรียนมัธยม 6 คนหนึ่งมันคือโลกทั้งใบข้างหน้า

เมื่อเขาเข้าเรียนมหาวิทยาลัยที่คณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เขาได้ร่วมกับเพื่อนก่อตั้งพรรคโดมปฏิวัติ พรรคการเมืองของนักศึกษาในช่วงปี 2561 สิ่งที่เขาพยายามผลักดันเป็นเรื่องง่ายๆที่ทุกคนพูดถึงเช่นกัน แต่ไม่มีใครเคยทำได้ เขาได้เสนอผ่านพรรคการเมืองของเขาว่าเหตุใดมหาวิทยาลัยที่ได้รับเงินโดยตรงจากค่าเทอมของนักศึกษาหลัก พันล้านบาทต่อปี  เนื่องด้วยคำถามที่ว่า เหตุใดมหาวิทยาลัยที่ได้รับรายได้จากค่าเทอมนักศึกษาหลักพันล้านบาทต่อปีถึงมีทุนการศึกษาให้นักศึกษาเพียงแค่หลักร้อยทุน ตอนนั้นพรรคการเมืองของเขาเสนอให้มีทุนการศึกษาจำนวน 10,000 ทุนสำหรับนักศึกษาในมหาวิทยาลัย ตรงนั้นคือปฐมบทการต่อสู้ในชีวิตการเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยของเขา

โดยปกติเวลาผมเห็นผู้ที่เคลื่อนไหวทางสังคมทางการเมืองตั้งแต่อายุน้อย ๆ จำนวนไม่น้อยพวกเขามักอกหักอย่างรวดเร็ว หรือไม่ก็กลายเป็นเด็กดีของชนชั้นปกครอง พอใจกับการได้รับรางวัลหรือตำแหน่งอะไร ที่ใช้เพื่อเป็นบันไดให้ตนมีตำแหน่งสูงขึ้น เป็นใบเบิกทางสู่ความเป็นอภิสิทธิ์ชนในภายหลัง แต่ไม่ใช่สำหรับเพนกวินที่ผมรู้จัก

เขาอาจเป็นตัวแสบของผู้ใหญ่ทุกฝ่าย เขาไม่พินอบพิเทา และแน่นอนผู้ใหญ่ผู้มีอำนาจไม่ว่าจะฝ่ายอนุรักษ์นิยม หรือฝ่ายก้าวหน้า มักไม่ชอบคุณสมบัติดังกล่าว แต่สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นในการเติบโตตลอดราว 5 ปีที่รู้จักกัน เขาไม่ได้ต้องการชื่อเสียง การยกย่อง หรือพอใจกับตำแหน่งทางการเมืองต่างๆที่มีคนเสนอให้ เขาอยากทำอะไรที่เห็นผล อยากทำอะไรที่นำสู่การเปลี่ยนแปลง และผมไม่แปลกใจที่ทุกอย่างตกตะกอนเป็นการตัดสินใจต่อสู้ในครั้งนี้ที่เป็นการตัดสินใจต่อสู้ด้วยเนื้อตัวร่างกายของเขาแลกกับความอยุติธรรมที่เราเห็นอยู่คาตา

เคยมีประโยคหนึ่งที่ผมเอ่ยกับเขา ซึ่งเป็นคำพูดของคนที่กำลังจะผ่านวัยหนุ่ม สู่วัยกลางคน คนที่ล้มเหลวในการต่อสู้มาหลายปี ผมเคยบอกเขาว่า “มันยังไม่ใช่พรุ่งนี้หรอก เราต้องใช้เวลามากกว่านี้” ซึ่งเขาตอบกลับด้วยแนวทางการสื่อสารใหม่ๆเสมอในการบอกว่า สิ่งที่ผมคิดว่าเป็นไปไม่ได้ มันคือเรื่องราวของยุคผม แต่ทุกอย่างเป็นไปได้ในยุคสมัยของเขา

สังคมอยุติธรรมล่มสลายด้วยตัวมันเอง ล่มสลายได้ด้วยการต่อสู้ เกิดจากการรวมตัวของมวลชน หรือการจุดประกายโดยคนคนหนึ่ง ก็เป็นข้อถกเถียงสำคัญมาหลายยุคหลายสมัย แต่การที่คนธรรมดาคนหนึ่งที่เริ่มนำพาสังคมให้ตั้งคำถาม สละชีวิตของตนเองเพื่อยืนยันหลักความคิด นับเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้ทุกที่ และทุกยุคสมัย

ปัจเจกชนอาจสามารถ โง่เขลา หวาดกลัว ทรยศ หักหลัง ท้อแท้ สิ้นหวังได้ อุดมการณ์หรือแนวคิดอาจคงทนกว่าปัจเจกชน ผู้มีอำนาจไม่อาจฆ่าอุดมการณ์ได้ อุดมการณ์ไม่หักหลังใครมีแต่คนหันหลังให้อุดมการณ์  อุดมการณ์ไม่เคยหวาดกลัวหรือถูกซื้อ แต่ในขณะเดียวกันเราก็ไม่สามารถกอด สัมผัส รู้สึก หรือจับต้องกับอุดมการณ์ได้มันเป็นเพียงภาพนามธรรม

หัวใจสำคัญคือการที่ผู้คนยอมใช้ชีวิตของเขาเพื่ออุดมการณ์ เพื่อการเปลี่ยนแปลง เขาจะรวมความเป็นมนุษย์ที่มีเนื้อหนังมังสา อารมณ์ ความรัก ความทรงจำ หยดเลือด หยาดน้ำตาอันเป็นสากล เข้ากับ อุดมการณ์ที่หนักแน่นและไม่มีวันทรยศ หันหลัง อุดมการณ์ที่เหนือกาลเวลาและสถานที่

วันนี้ เพนกวินได้มาถึงจุดนี้ที่ตอกย้ำให้ผู้คนเห็นความอยุติธรรมของกระบวนการยุติธรรมของประเทศนี้ ให้ผู้คนพูดถึงสิ่งที่เขาสู้ สิ่งที่เขาเชื่อ และสาเหตุการที่เขาถูกคุมขังในสภาพนี้ แม้ผมไม่มีโอกาสสนทนากับเขาหลายเดือนแล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่ผมเชื่อได้ว่าคือความปรารถนาของเขา คือการส่งต่อให้ผู้คนกล้าหาญมากขึ้น มากกว่าหวาดกลัว กล้าฝันมากกว่าการยอมจำนน และปรารถนาสู่สิ่งที่ยากเย็นไม่ใช่เพื่อความสุขสบายที่ง่ายดาย

โลกนี้อาจยังแย่ แต่มันดีขึ้นด้วยคนอย่างเพนกวิน คนที่กล้าใช้ชีวิตของตนเองเปิดเผยให้เห็นความอัปลักษณ์ของประเทศนี้และเป็นแรงบันดาลใจให้ทั้งคนรุ่นก่อน คนรุ่นใหม่ หรือแม้ผู้ที่ยังไม่ได้เกิดมาในโลกนี้ได้เรียนรู้ต่อไปถึงเรื่องราวของเขา ที่ไม่พอใจเพียงแค่เสรีภาพปลอมๆในสังคมอยุติธรรม เสรีภาพในสังคมไทยปัจจุบันไม่ต่างจากเสรีภาพในสังคมกรีกโบราณ เสรีภาพของเหล่านายทาสและนรกของเหล่าไพร่ทาส แน่นอนว่าเขาเตือนใจให้เห็นถึงสภาพการเปลี่ยนแปลงของสังคมจากอดีตถึงปัจจุบัน ที่ว่า อาจมีหลายทศวรรษที่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่อาจมีไม่กี่สัปดาห์ที่เป็นการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างที่เคยมีมา