ก้อนอิฐในมือสามัญชน

ดร.เกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร

สภาพการทำงานของคนงานแพลตฟอร์มในยุคนิวนอร์มอลนั้นอยู่ในระดับ “นิวโลว์ (New Low)” หรือไม่เคยตกต่ำขนาดนี้มาก่อน

ตามที่ผมได้นำเสนอบทความในคอลัมน์นี้อย่างต่อเนื่อง ภายใต้กระบวนทัศน์ใหม่ของทุนนิยมแพลตฟอร์ม อำนาจของธุรกิจแพลตฟอร์มเกิดจากโอกาสและความสามารถในการสร้างเครือข่าย ซึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ภาครัฐปล่อยปละละเลยให้ธุรกิจแพลตฟอร์มเหล่านี้ได้สร้างเครือข่ายอย่างเต็มที่ โดยไม่มีการกำกับดูแลหรือควบคุม

ผลที่เกิดตามมาคือ โมเดลธุรกิจแบบใหม่ทำให้รูปแบบการจ้างงานที่ไม่เป็นมาตรฐานกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ การจ้างงานที่ไม่เป็นมาตรฐานนี้ หมายถึงการจ้างงานชั่วคราวหรือรายชิ้น ไม่มีสัญญาจ้างเป็นลายลักษณ์อักษร และที่สำคัญ คนทำงานถูกกีดกันออกจากการคุ้มครองทางกฎหมายและสวัสดิการสังคม  

ธุรกิจแพลตฟอร์มเพียงไม่กี่รายจึงมีอำนาจทางเศรษฐกิจที่ล้นเกิน สามารถครอบงำร้านค้า คนงานและผู้บริโภคที่ต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มในฐานะจุดเชื่อมต่อเข้าสู่การกระจายสินค้า ธุรกิจแพลตฟอร์มใหญ่เหล่านี้จึงสามารถกำหนดค่าธรรมเนียมหรือค่านายหน้าของตนในอัตราที่สูงมาก รวมทั้งกำหนดกฎระเบียบที่เข้มงวดและไม่เป็นธรรมควบคุมร้านค้าและคนทำงาน ซึ่งเป็นปัญหาที่ร้านค้าและคนทำงานกำลังส่งเสียงดังมากขึ้นเพื่อเรียกร้องให้ภาครัฐต้องเข้ามาทำอะไรบางอย่าง

โควิด-19 กำลังทำให้สภาพ “นิวโลว์” ต่ำลงได้อีก เมื่อความเสี่ยงของคนทำงานสวนทางกับความรับผิดชอบของบริษัทแพลตฟอร์ม

บนฉากหลังของการระบาดของโควิด-19 ความสามารถในการเว้นระยะห่างทางกายภาพในพื้นที่สาธารณะของพวกเราแต่ละคนนั้นสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับฐานะทางเศรษฐกิจและทางเลือกที่แต่ละคนมีหากต้องหยุดพักกิจกรรมทางสังคม

โดยหลักการ การออกมาตรการเยียวยาที่เหมาะสมจากภาครัฐ จะช่วยลดผลกระทบในทางเศรษฐกิจและอนุญาตให้คนรายได้น้อยที่ไม่มีทางเลือกมากนัก สามารถหยุดพักกิจกรรมดังกล่าวได้ และทำให้การควบคุมการแพร่ระบาดของโรคเองทำได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ดี ความล้มเหลวในการจัดมาตรการเยียวยาให้กลุ่มผู้ที่มีรายได้น้อยและเปราะบางที่สุด ทำให้ผู้มีรายได้ต่ำและขาดกำลังความสามารถในการเว้นระยะห่างอยู่แล้วต้องเผชิญกับความเสี่ยงต่อไป

ภายใต้เงื่อนไขของการระบาดของโควิด-19 แนวโน้มที่เกิดขึ้นทั่วโลกคือ ผู้บริโภคเฝ้าระวังการติดเชื้อโดยลดพฤติกรรมการจับจ่ายซื้อของและสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ต ทำให้ธุรกิจแพลตฟอร์มเติบโตขึ้นมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ การแพร่ระบาดที่ยืดเยื้อยาวนาน จึงเป็นตัวเร่งให้ธุรกิจแพลตฟอร์มสามารถทำลายระบบนิเวศของธุรกิจเดิม และขยายเครือข่ายการพึ่งพาแพลตฟอร์มได้รวดเร็วยิ่งขึ้น นัยสำหรับคนงานแพลตฟอร์มก็คือ งานส่งอาหารตามบ้านและงานบริการถึงบ้านผ่านระบบแพลตฟอร์ม กลายเป็นงานที่มีความเสี่ยงมากทวีคูณ

โรคระบาดและความล้มเหลวในการจัดการของภาครัฐจึงร่วมกันส่งผลให้คนจำนวนมากหันหน้าเข้าสู่เศรษฐกิจแพลตฟอร์ม กลุ่มคนงานแพลตฟอร์ม ไม่ว่าไรเดอร์ส่งอาหารหรือส่งของ แม่บ้านออนไลน์ พนักงานนวดและผู้ดูแลคนแก่แบบออนดีมานด์ กลายเป็นกลุ่มคนงานแถวหน้า ที่ยังทำงานบนความเสี่ยงของโรคระบาด หรือเรียกได้ว่า ต้องแบกรับความเสี่ยงแทนผู้คนจำนวนมากที่สามารถหลีกเลี่ยงการเดินทาง

ตามหลักการที่ควรจะเป็นแล้ว คนงานแพลตฟอร์มกลุ่มนี้จึงควรได้รับค่าชดเชยเพิ่มจากการทำงานที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น รวมถึงได้รับการสนับสนุนในด้านอุปกรณ์ป้องกันและสวัสดิการที่เหมาะสม โดยเฉพาะการประกันการติดโควิด การชดเชยรายได้หากติดโรค และค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล

จะว่าไปแล้ว หน้าที่ในการนำอาหารมาสู่มือของเรา มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ไม่แพ้บุคลากรทางการแพทย์ เพราะทั้งไรเดอร์ส่งอาหารและหมอต่างก็ไม่สามารถหยุดพักได้ในสถานการณ์ของการแพร่ระบาดของโควิด-19 ต่างก็มีคุณูปการณ์ในการทำให้สังคมเดินหน้าต่อไปในแบบของตัวเอง

จึงเป็นเรื่องปกติที่องค์กรวิจัยและองค์กรสิทธิแรงงานในหลายประเทศ ออกมากดดันเรียกร้องให้ธุรกิจแพลตฟอร์มแสดงความรับผิดชอบต่อคนทำงานของตัวเองมากยิ่งขึ้น

ในบทความที่ชื่อ “เสริมความแข็งแรงของการปกป้องแรงงานสำหรับคนงานในศตวรรษที่ 21 (Strengthening labor protections for 21th century workers)” โดยองค์กรวิจัยด้านเทคโนโลยีในอินเดียที่ชื่อ Tandem Research ทีมนักวิจัยสองคนได้เสนอกรอบเชิงนโยบายและกฎหมายที่น่าสนใจว่า ความรับผิดชอบของบริษัทแพลตฟอร์มควรเพิ่มขึ้นตามระดับความเข้มข้นของการควบคุมคนทำงาน

ความหลากหลายของวิธีดำเนินงานของธุรกิจแพลตฟอร์ม เช่น แพลตฟอร์มส่งอาหารมีวิธีการแจกจ่ายงานให้กับคนงานต่างจากแพลตฟอร์มแม่บ้าน ในขณะที่ภายในแพลตฟอร์มประเภทเดียวกันเองก็ยังมีความหลากหลายของแนวปฏิบัติอย่างมาก ความซับซ้อนนี้เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดความยากในการออกกฎเกณฑ์หรือมาตรการชุดเดียวที่สามารถควบคุมแพลตฟอร์มของงานทุกประเภทได้ หลักเกณฑ์ในเรื่องความรับผิดชอบที่ยึดเอาระดับการควบคุมของแพลตฟอร์มเป็นหลักนั้น จึงถือว่ามีประโยชน์อย่างมาก ที่จะช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายนำมาออกแบบกรอบการทำงาน (framework) เรื่องความรับผิดชอบของธุรกิจแพลตฟอร์มแต่ละประเภท

ตามข้อเสนอของนักวิจัยจาก Tandem Research เราอาจแบ่งระดับการควบคุมของแพลตฟอร์มในแง่ของการสอดส่องและกำหนดพฤติกรรมการทำงานของคนงานแพลตฟอร์ม อย่างคร่าวๆ ได้เป็นสามระดับ ได้แก่ ระดับเข้มข้น ระดับกลางและระดับต่ำ

แพลตฟอร์มที่ควบคุมคนทำงานในระดับเข้มข้นนั้น มีกลไกกำหนดขั้นตอนการทำงานอย่างละเอียด ตั้งแต่ต้นจนจบ ในกรณีที่คนงานไม่ได้ทำตามขั้นตอนที่กำหนดโดยแพลตฟอร์ม จะถูกลงโทษโดยไม่ได้รับค่าตอบแทนหรือคนทำงานต้องจ่ายค่าปรับให้กับแพลตฟอร์ม ทั้งนี้ ค่าตอบแทนเองยังถูกกำหนดจากแพลตฟอร์มเพียงฝ่ายเดียว แพลตฟอร์มกลุ่มนี้มักจะพบเห็นได้ในกลุ่มของแพลตฟอร์มโลจิสติก ได้แก่ แพลตฟอร์มส่งอาหาร/ของ/ผู้โดยสาร ในประเทศไทย แพลตฟอร์มโลจิสติกเกือบทั้งหมดเช่น แกร็บ ไลน์แมน ฟู้ดแพนด้า มีลักษณะการทำงานแบบนี้ จึงถือว่าแพลตฟอร์มเหล่านี้มีระดับการควบคุมคนทำงานที่เข้มข้นมาก

ลำดับต่อมา สำหรับแพลตฟอร์มที่มีการควบคุมคนทำงานในระดับปานกลางนั้น คล้ายกับแพลตฟอร์มที่มีระดับการควบคุมสูง ตรงที่แพลตฟอร์มมักเป็นผู้กำหนดค่าตอบแทนและเงื่อนไขการทำงานให้คนทำงาน อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างก็คือ ถึงแม้คนงานรับงานและแจ้งข้อมูลการทำงานตั้งแต่เริ่มต้นจนแล้วเสร็จผ่านช่องทางของแพลตฟอร์ม แต่คนทำงานยังมีความอิสระในเรื่องวิธีการและขั้นตอนของการทำงานอยู่ระดับหนึ่ง ตัวอย่างของแพลตฟอร์มประเภทนี้ ได้แก่แพลตฟอร์มทำความสะอาดของแม่บ้าน ที่แม่บ้านเป็นผู้จัดสรรเวลาและวางแผนการทำงานหน้างานให้เสร็จภายในเวลาเอง อย่างไรก็ดี อำนาจการสอดส่องและควบคุมกระบวนการทำงานมักถูกถ่ายโอนจากแพลตฟอร์มไปยังผู้ว่าจ้างหรือลูกค้าของแพลตฟอร์ม ผ่านการประเมินผลงานอีกต่อหนึ่ง

แพลตฟอร์มประเภทสุดท้าย คือ แพลตฟอร์มที่มีระดับการควบคุมพฤติกรรมการทำงานที่ไม่เข้มข้นนัก กล่าวคือ แพลตฟอร์มทำหน้าที่หลักเพียงจัดการฐานข้อมูลของความต้องการงานและความต้องการบริการหรือคนงานเข้าไว้ ให้ผู้ที่ต้องการคนทำงานและคนงานได้เข้ามาตกลงในเรื่องค่าตอบแทนและเงื่อนไขการทำงานเอง แพลตฟอร์มประเภทนี้อาจจะยังไม่เป็นที่รู้จักมากนักในประเทศไทย แต่พบเห็นมากในกลุ่มของแพลตฟอร์มที่เสนอบริการจับคู่พี่เลี้ยงเด็กหรือผู้ดูแลคนแก่ ที่ลูกค้ามีความต้องการเฉพาะเจาะจงและต้องการเลือกพนักงานที่ให้บริการด้วยตัวเอง

ในความเป็นจริง แพลตฟอร์มบางแห่งอาจมีวิธีการทำงานที่แตกต่างจากที่อธิบายมา ในแง่ที่แพลตฟอร์มอาจจะเป็นผู้กำหนดค่าตอบแทนเป็นช่วงให้เพื่อความสะดวกในการคำนวณค่านายหน้าของแพลตฟอร์มเอง หรือในแง่ที่การทำงานของแพลตฟอร์มบางรายอาจผสมผสานและคลุมเครือ ทำให้เกิดการซ้อนทับกับแพลตฟอร์มมากกว่าหนึ่งประเภทตามการจำแนกความเข้มข้นสามระดับในข้างต้น การแบ่งแยกแพลตฟอร์มออกเป็นสามกลุ่ม จึงเป็นเพียงกรอบคิดที่ช่วยทำความเข้าใจอำนาจการควบคุมและความรับผิดชอบที่เราควรเรียกร้องจากแพลตฟอร์มเท่านั้น

ความสัมพันธ์ระหว่างระดับการควบคุมพฤติกรรมการทำงานโดยแพลตฟอร์มและการคุ้มครองทางสังคม

หลักการพื้นฐานเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างระดับการควบคุมของแพลตฟอร์มกับความรับผิดชอบต่อคนทำงาน คือ แพลตฟอร์มที่มีการควบคุมคนงานอย่างเข้มข้นนั้น จำเป็นต้องเพิ่มความรับผิดชอบต่อคนทำงานในแง่การคุ้มครองทางสังคมให้สูงขึ้นตามไปด้วย เช่น ในกรณีของแพลตฟอร์มส่งอาหารที่มีการควบคุมขั้นตอนการทำงานอย่างละเอียด ภาครัฐควรบังคับให้แพลตฟอร์มเหล่านี้นำรายได้เข้าสมทบกองทุนประกันสังคม เพื่อชดเชยความเสี่ยงด้านสุขภาพของคนทำงาน ทั้งที่อาจเกิดในระหว่างการทำงานและในระยะยาว คือ หลังจากเกษียณอายุ

ในทำนองเดียวกัน ในสถานการณ์ปัจจุบัน แพลตฟอร์มเหล่านี้ควรมีหน้าที่และความรับผิดชอบโดยตรงในการจัดหาอุปกรณ์ป้องกันความปลอดภัยส่วนบุคคลให้กับคนทำงาน รวมทั้งประกันโควิดที่ครอบคลุมตั้งแต่การตรวจเชื้อฟรีหากสงสัยว่าติดเชื้อจากการทำงาน ไปจนถึงการชดเชยรายได้เมื่อต้องพักกักตัวหรือพักรักษาพยาบาล

เนื่องจากแพลตฟอร์มกำกับคนทำงานด้วยกฎระเบียบและบทลงโทษที่เข้มงวด แพลตฟอร์มจำเป็นต้องคุ้มครองสิทธิของคนงานเหล่านี้อย่างเหมาะสมควบคู่ไปด้วย โดยคำว่าเหมาะสมนี้ แพลตฟอร์มสามารถอ้างอิงกับสิทธิแรงงานขั้นพื้นฐานตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานที่มีอยู่ เช่น คนงานควรมีสิทธิในการลาป่วยโดยได้รับค่าตอบแทน เป็นต้น

สำหรับแพลตฟอร์มที่มีการควบคุมในระดับปานกลาง เช่น แพลตฟอร์มแม่บ้านและพนักงานนวด หลักการก็คือ ภาครัฐควรกำหนดให้แพลตฟอร์มเหล่านี้สมทบเงินสนับสนุนด้านสวัสดิการของคนงาน เพื่อชดเชยค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นในกรณีเกิดอุบัติเหตุจากการทำงานหรือที่เกี่ยวกับงาน ส่วนในกรณีของโควิด ก็ควรใช้หลักการเดียวกับแพลตฟอร์มที่มีการควบคุมเข้มข้น เพราะคนทำงานเช่นกลุ่มแม่บ้านและพนักงานนวด ต้องทำงานในสถานที่ปิดและมีสภาพการทำงานที่ต้องใกล้ชิดกับลูกค้าเป็นเวลานาน จึงมีความเสี่ยงและต้นทุนที่สูงกว่าแรงงานแพลตฟอร์มเช่นไรเดอร์อย่างมาก

ยิ่งไปกว่านั้น แพลตฟอร์มที่มีระดับการควบคุมปานกลางยังมีขอบเขตความรับผิดชอบที่เป็นมาตรฐานขั้นต่ำ เช่น แพลตฟอร์มควรกำหนดหลักเกณฑ์เรื่องค่าตอบแทนที่ชัดเจนและโปร่งใส และมีแนวปฏิบัติในเรื่องการประเมินผลงานที่ชัดเจน ที่สำคัญ แพลตฟอร์มต้องมีช่องทางรับฟังข้อร้องเรียนที่ใช้ได้จริง เพื่อคุ้มครองคนทำงานในกรณีที่อาจถูกล่วงละเมิดทางเพศ ฯลฯ

ข้อเสนอเหล่านี้เป็นเพียงกรอบกว้าง ๆ ที่จะช่วยให้ทั้งภาครัฐและภาคประชาสังคมเข้าใจถึงขอบเขตความรับผิดชอบขั้นต่ำที่ธุรกิจแพลตฟอร์มพึงมีต่อคนทำงานและต่อสังคม เพราะคนทำงานไม่ใช่วัตถุดิบที่ใช้แล้วถูกแทนที่ใหม่ได้ หากแต่เป็นทรัพยากรมนุษย์ ที่ทั้งสังคมร่วมกันลงทุนในด้านการศึกษา พัฒนาทักษะและส่งเสริมสุขภาพ เพื่อให้เกิดกำลังแรงงานที่มีคุณภาพป้อนเข้าสู่ตลาดงาน

ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา หากโควิด-19 จะมีคุณูปการณ์ต่อความตระหนักรู้ในสังคมอยู่บ้าง ก็คงจะเป็นการทำให้พวกเราได้มองเห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างพฤติกรรมของปัจเจกและความรับผิดชอบต่อสังคมที่แยกออกจากกันไม่ได้

เมื่อความตระหนักเรื่องความเป็นธรรมในสังคมไทยกำลังสูงทะลุเพดานอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน โมเดลธุรกิจแพลตฟอร์มกลับทำให้เกิด “นิวโลว์” หรือจุดต่ำสุดในด้านสิทธิแรงงาน โดยการถ่ายโอนต้นทุนของเอกชนไปให้สังคมและทำให้เกิด “สาธารณะทุกข์” ถึงเวลาที่จะต้องเรียกร้องความรับผิดชอบที่สูงขึ้นจากธุรกิจแพลตฟอร์ม