ศพของแม่ถูกเผาไปแล้วในช่วงเช้า ส่วนศพของพี่สาวกำลังจะตามไปในตอนบ่าย ก่อนจะถึงเวลาเผาศพเฮียตี๋ แม้จะตัดสินใจจากโลกนี้ไปพร้อมกัน 11 ชีวิตรวมหมาอีก 6 ตัว แต่ในการประกอบพิธีศพร่างของภรรยาและลูกชายวัย 11 ขวบของเฮียตี๋เจ้าของเต็นท์รถก็ถูกพี่สาวของภรรยาขอแยกไปประกอบพิธีเอง มวลความเศร้ายังคงหนักอึ้งสำหรับผู้ที่มาร่วมงาน ถ้าไม่นับเสียงดนตรีที่ดังคลออยู่ตลอดเกรงว่า การขยับตัวของใครสักคนก็คงเป็นเสียงที่ดังเกินไป

“เหตุการณ์มันเกิดในวันที่ผมลากลับบ้านเพราะญาติที่บ้านก็เสียเหมือนกัน ก่อนกลับเฮียก็ยังถามอยู่เลยว่าทำไมไม่รีบไปแต่เช้ารอให้มืดค่ำทำไม?”

ไม่มีสัญญาณ ไม่มีการบอกล่วงหน้าและไม่มีคำกล่าวลามันจึงเป็นเรื่องที่ไม่คาดคิดสำหรับ วิวา ชนะการี – ชายหนุ่มจากอุดรธานี เขายอมทิ้งบ้านเกิดหอบลูกหอบเมียมาอยู่กับคนที่เขาเรียกว่า เฮียจนติดปากด้วยคาวมเคารพนับถือ และการเลี้ยงดูช่วยเหลือลูกน้องมาตลอด วิวาจึงอยู่คอยดูแลเต็นท์รถมาให้เฮียตี๋มากว่า 5 ปี

คืนวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563

ขณะที่วิวากำลังอยู่ระหว่างไปงานศพญาติที่บ้านเกิด เขาก็ได้รับข่าวร้ายจากลูกน้องในร้านอีกคนซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานของเจ๊ขวัญ ภรรยาเฮียตี๋ว่า เฮียตี๋รวมถึงภรรยา พี่สาว แม่และลูกชาย กินยานอนหลับก่อนรมควันตัวเองตายอยู่ในห้องเดียวกัน

“พวกเขาคือ ภาพของครอบครัวสุขสันต์ที่ทุกคนนิยาม”

เป็นสิ่งที่วิวาย้ำนักย้ำหนาและดูเหมือนทุกคนจะพูดเป็นเสียงเดียวกันถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นของครอบครัวนี้ ทำให้วิวาผู้ที่เป็นทั้งเพื่อนทั้งลูกน้องของเฮียตี๋ เชื่อสุดใจว่า ทั้งเฮียตี๋และภรรยา รวมถึงเจ้ตู่พี่สาวของเฮียตี๋และย่า ทั้ง 4 คนจะตกลงปลงใจที่จะจากโลกนี้ไปพร้อมกันคงมีเพียงน้องวินเนอร์ลูกชายวัย 11 ขวบที่ยังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจอะไร

“เขาคงอยากให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นของเขาไปด้วยกันทั้งหมด รวมถึงหมาด้วยทั้ง 6 ตัวด้วย เขากลัวว่าถ้าเขาไปแล้ว คนอื่นเอาไปดูแลมันจะไปเป็นภาระหรือคนอื่นอาจจะดูแลไม่ดี เขาคงคิดมาแล้วเพราะ 11 ชีวิตในนั้น คือ ครอบครัวของเขา”

พี่สาวของภรรยาเฮียตี๋ไม่ติดใจกับการเสียชีวิตของน้องสาวและอีกหลายคนที่อยู่รอบตัวก็คิดแบบนั้นเช่นกัน ขณะที่พ่อแท้ ๆ ของเฮียตี๋ หรือ ที่เรียกว่า ‘ตี๋สั้น’ ซึ่งแยกกันอยู่กับลูกและภรรยาเก่ามาหลายสิบปีแล้วแต่ก็ยังคงติดต่อพูดคุยกันอยู่ตลอดกลับติดใจกับการเสียชีวิตยกครัวที่ทำให้เขาต้องสูญเสียทั้งลูกชายและลูกสาวไปในคราวเดียวกัน ตี๋สั้นกลับคิดว่านี่คือ การฆาตกรรมไม่ใช่การฆ่าตัวตาย

แม้สาเหตุจะยังคงเป็นที่ถกเถียงแต่การลงมืออัตวินิบาตกรรมทั้งครอบครัวในครั้งนี้ ก็ดูเหมือนจะมีมูลเหตุจูงใจที่มีน้ำหนักมากพอ เมื่อเจ้าหนี้และจำนวนหนี้ที่เฮียตี๋เคยไปหยิบยืมจากคนรู้จักเพื่อนำมาหมุนในธุรกิจเริ่มผุดขึ้นมาเรื่อย ๆ

“กิจการที่ร้านซบเซา ช่วงที่ผมมาอยู่ปีแรก ๆ ขายดีมากแต่ละเดือนขายได้ 15 – 20 คัน แต่นี่เงียบมาหลายปีแล้วบางเดือนแทบขายไม่ได้เลย คนเข้ามาเดินดูสักคนยังแทบไม่มี เฮียแกก็จะชอบมานั่งรอลูกค้าอยู่หน้าร้าน”

คำบอกเล่าของวิวาไม่เพียงสะท้อนสถานการณ์ในร้านได้เท่านั้น แต่มันฉายภาพความเงียบเหงาของเศรษฐกิจในต่างจังหวัดได้เป็นอย่างดีและบทสนทนาคงช้าเกินการ เมื่อสิ่งที่วิวาพูดถึงอยู่นั้นคือ สภาพการณ์ในขณะที่โลกยังไม่รู้จักการแพร่ระบาดของโรคโควิด – 19 แต่หลังจากบทสนทนานี้เพียงหนึ่งเดือน โควิด – 19 ไม่เพียงแค่ทำลายมนุษย์ในด้านสุขภาพเพียงเท่านั้น แต่มันแทรกซึมเข้าทำลายหน่วยเศรษฐกิจที่เล็กที่สุดในสังคม

อ้างอิงจากข้อมูลของกรมสุขภาพจิตพบว่า 6 เดือนแรกของปี 2563 มีคนไทยเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายประมาณ 2,551 คนหรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 22 เมื่อเทียบกับ 6 เดือนแรกของปี 2562 (จำนวน 2,092 คน) แม้ว่าปัญหาด้านสัมพันธภาพยังคงเป็นปัจจัยลำดับแรกแต่ปัญหาเศรษฐกิจกลายเป็นปัจจัยสำคัญให้การฆ่าตัวตายนั้นเพิ่มขึ้นซึ่งมีความคล้ายคลึงกับการเพิ่มขึ้นในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อ 23 ปีก่อน

ภาวะเศรษฐกิจเกี่ยวข้องโดยตรงกับการฆ่าตัวตาย นั่นคือสิ่งที่เราพอสรุปได้

ครอบครัวเฮียตี๋เป็นหลักฐานความสูญเสียอีกหนึ่งชิ้นที่สะท้อนให้สังคมเห็นว่านี่ไม่ใช่เพียงแค่การที่ครอบครัวหนึ่งต้องการตายไปพร้อมกัน แต่มันคือการประท้วงของกลุ่มคนตัวเล็ก ๆ ที่มีต่อสังคมนี้ พวกเขากำลังเจ็บปวดกับสิ่งที่มันเกิดขึ้นกับเขาและกำลังดำเนินไปจนอาจเกิดขึ้นกับคนอื่นอีกหลายคนหรือหลาย ๆ ครอบครัว

พิษเศรษฐกิจที่ทำลายลึกถึงรากหญ้าในต่างจังหวัดถูกยืนยันอีกเสียงจากเฮียสำเริง ทรัพย์พึ่ง เจ้าของเต็นท์รถมือสอง ‘ตี๋ รวมรถ’ เพื่อนร่วมวงการเดียวกับเฮียตี๋

“ผมเจอเศรษฐกิจมาทุกยุคไม่เคยมีครั้งไหนที่รุนแรงเท่านี้มาก่อน ทั้งรุนแรงและยืดเยื้อ”

งานศพธุรกิจเต็นท์รถ – นี่คือคำจำกัดความที่เฮียสำเริงให้กับธุรกิจเต็นท์รถมือสอง

“ปีที่แล้วเผาหลอก ปีนี้เผาจริง ปีหน้าเก็บกระดูก”

รุ่นพ่อในวงการเต็นท์รถมือสองในพิษณุโลกพูดพลางหัวเราะแห้ง ๆ เขาเรียกตัวเองว่าเป็นผู้รอดชีวิตในปี 2540 แต่กำลังจะตายในปี 2563 พิษเศรษฐกิจที่ยิ่งรุนแรงขึ้นตลอด 7 ปีที่ผ่านมาหลังการรัฐประหารของคณะรัฐประหารพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ตามด้วยการผลักดันตัวเองทุกวิถีทางจนกลายเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อมาของประเทศไทย กลายเป็นฝันร้ายของผู้ประกอบการอย่างถ้วนหน้า

“พิษณุโลกเป็นจังหวัดที่คนส่วนใหญ่ปลูกข้าว พอข้าวเริ่มออกรวงสุกคนก็จะเริ่มมาดูรถกัน เมื่อก่อนคนยังทำนาได้ 3 – 4 รอบต่อปีแต่เดี่ยวนี้น้ำก็น้อยทำนาได้แค่ไม่กี่รอบ ราคาข้าวก็ตกต่ำเกวียนละ 5 – 6 พันบาทแค่ค่าปุ๋ยค่ายาก็ไม่พอแล้ว ลูกหลานที่ไปทำงานกรุงเทพฯ โรงงานก็ปิดจะกลับมาทำนาที่บ้านก็ทำไม่ได้ แล้วให้ทำยังไง? ทุกอย่างมันเชื่อมโยงหมด”

ประสบการณ์เกือบ 20 ปีในวงการนี้ทำให้เฮียสำเริงมองความเชื่อมโยงระหว่างปากท้องของคนในพื้นที่และเศรษฐกิจภาพรวมได้อย่างชัดเจน ทำให้เฮียสำเริงตัดสินใจปิดเต็นท์รถที่เคยมีอยู่ 2 แห่งและยุบให้เหลือเพียงแห่งเดียวเพื่อลดค่าใช้จ่าย เมื่อการทำธุรกิจในทุกวันนี้ไม่ต่างจากการเอาน้ำพริกละลายแม่น้ำ เงินเก็บที่เก็บมาตลอดชีวิตก็หมดไปเรื่อย ๆ จากการต้องจ่ายค่าใช้จ่ายที่มีอยู่ทุกเดือน จนตอนนี้เฮียสำเริงแทบพูดได้ว่า ธุรกิจ (กำลัง) ติดตัวแดง

“เข้าใจได้เลยนะว่าอะไรมันทำให้เขาตัดสินใจแบบนี้ ผมเข้าใจความรู้สึกนั้นเลยเพราะมันไม่มีทางออก หนี้ก็ต้องส่งเดือนละอย่างต่ำก็ 3 – 4 แสนบาท จะเอาที่ไหนไปส่ง? ในสภาพเศรษฐกิจที่แย่แบบนี้จะไปหยิบยืมใครได้ ? มันก็มีเพียงทางเดียว” – เฮียสำเริงพูดด้วยความปวดใจ

การเกิดขึ้นของการฆ่าตัวตายไม่ว่าจะแค่คนเดียวหรือทั้งครอบครัวนั่นจึงเป็นเรื่องที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับความเป็นปัจเจก แต่กลับผูกติดอย่างแน่นหนากับโครงสร้างใหญ่ของสังคม ทั้งการบริหารจัดการของรัฐในแง่การเข้าไปช่วยเหลือฟื้นฟูภาวะจิตใจของคนที่อยู่ในความเสี่ยง ระบบสาธารณสุขที่ยังเข้าไม่ถึงคนทุกกลุ่มหรือแม้กระทั่งนโยบายด้านเศรษฐกิจที่ล้มเหลวจนกลายเป็นโดมิโนที่ล้มลงจากจุดหนึ่งเชื่อมต่อไปยังจุดหนึ่งและจุดเล็ก ๆ เหล่านั่นอาจหมายถึง 1 ชีวิต หรือแม้กระทั่งอีก 1 ครอบครัวของคนที่เราอาจไม่รู้จักหรือรู้จักเป็นอย่างดีก็ได้

และขอย้ำอีกครั้งว่า – บทสนทนานี้อาจช้าเกินการ

แต่ที่เร็วและชัดที่สุดในชั่วโมงนี้ เรากำลังสัมผัสถึงมิติความกว้างและความลึก จากบาดแผลความเจ็บปวดอดยากแหลมลึกถึงอณูจิต ขณะที่ความสิ้นหวังก็กำลังแผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้าง

ขอแสดงความเสียใจต่อทุกความสูญเสียที่เราในสังคมวันนี้ก็แค่…โชคดีที่ยังไม่ถึงคราวตัวเอง